จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชวนคิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชวนคิด แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

ทำไมเยอร์มันนียังคงสร้างสรร

ทำไมเยอร์มันนียังคงสร้างสรร
                                      แปลจาก Why Germany still makes thing by Stefan Theil
                                                                   Scientific American , October 2012


                นาย Felix Michl และนาย Philipp stahl ร่วมกันสร้างหุ่นยนต์สามแขนกล อยู่ในห้องปฎิบัติการของมหาวิทยาลัยเทคนิดแห่งมิวนิค (  TUM =Technical University of Munich ) หุ่นยนต์นี้สามารถหยิบเก็บชิ้นคาร์บอนไฟเบอร์เล็กๆได้  มันบางขนาดเล็กกว่าเศษหนึ่งส่วนมิลลิเมตร์แต่มีจำนวน 24,000 เส้นบรรจุอยู่ และมันยังสามารถประกอบกันเป็นรูปสามเหลี่ยมได้ด้วย  งานที่ชาญฉลาดและยากนี้ ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายกล่าวกันว่า มันอยู่ที่การเขียนซอฟแวร์คำสั่งทั้งหมดให้สามารถเปลี่ยนรูปทรงสิ่งของมาเป็น กราฟฟิกสามมิติทางคอมพิวเตอร์ อย่างเช่น อานรถจักรยานสองล้อ แต่มันยังสามารถเปลื่ยนอุปกรณ์การแพทย์หรือส่วนประกอบของรถยนต์ ถูกเปลี่ยนเป็นคำสั่งให้กับการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนของหุ่นยนต์นี้ทั้งตำแหน่งที่แม่นยำโดยไฟเบอร์ที่แข็งแรงและทนทานมากสุด เมื่อโครงการนี้จบสมบรูณ์  มิชล(Michl)จะนำมันเป็นวิทยานิพนธ์ประกอบการทำดอกเตอร์และนาย สทอฮ(Stahl)ใช้เพื่อผ่านมหาวิทยาลัย  แต่ว่างานและผลงานของเขายังมีชีวิตที่สองต่อในโรงงานของเยอรมันนี  ภายใน 700,000 ตารางฟุตของโรงงานผลิตที่ปราณีต บี เอ็ม ดับบิลล์(BMW) ตั้งอยู่ 30 ไมล์ไปตามถนนใกล้เมืองแลนด์ชุท(Landshut)เป็นสถานที่บรรดาวิศวกรทั้งหลายพากันคิดผลิตรถยนต์ในยุคใหม่
            ในขณะนั้น ณ.เมืองแลนด์ชุท วิศวกรทั้งหลายมุ่งพัฒนารถยนตร์ BMW i3อยู่มันจะเป็นรถยนต์รุ่นแรกของโลกที่สนองต่อตลาดผู้คนส่วนมาก เป็นรถยนตร์ไฟฟ้าทำจากอุปกรณ์น้ำหนักเบาโดยคาดว่าจะออกตัวได้ในปี คศ.2013 ฝ่ายผลิตรถยนต์นั่งโดยสารของบริษัทกำลังสร้างขึ้นรูปผสมที่ไม่มีคารบอนด์ทั้งหมด   นักวิจัย นักศึกษาอย่างมิชล(Michl)และสทอฮ(Stahl) ช่วยกันพัฒนาอยู่ในห้องปฎิบัติการในมิวนิค  หัวใจสำคัญของนวตกรรมชิ้นนี้คือ เทคโนโลยีใหม่ที่ลดเวลาการผลิตของส่วนประกอบที่ซับซ้อน เช่น โครงด้านข้างรถให้เหลือเพียง สองนาที การผนึกเทคโนโลยี่ชั้นสูงนี้เป็นไปได้กับการผลิตเพื่อมวลชนคนส่วนใหญ่แล้วเป็นครั้งแรก เครื่องปั้มอัดขนาดยักษ์สามเครื่อง แต่ละเครื่องหนัก 320 เมตตริกตันอัดเรซินเข้าไปในส่วนของคารบอนด์ไฟเบอร์สร้างความเหนียวให้มัน  บี เอ็ม ดับบิลล์(BMW)กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้นำในเทคโนโลยีเหนือกว่าคู่แข่งอย่าง โตโยต้า หรือ เจนเนอรรัลมอเตอร์    “  องค์ความรู้ที่เรานำมารวมทุกองค์ประกอบ ไม่ใช่อะไรที่คู่แขงสามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายๆ  ” นายแอนเดรีย เรนฮารด์ (Andres Reinhardt)  ผู้จัดการโครงการบริษัท บี เอ็ม ดับบิลล์(BMW) กล่าว
นั้นอาจจะ     สายการผลิตนวตกรรมใหม่ที่วิ่งจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยและห้องปฏิบัติการของรัฐบาลมาสู่ผู้ผลิตอุตสาหกรรม เช่น บี เอ็ม ดับบิลล์(BMW)หนึ่งในแรงขับเคลื่อนลับ ที่ผลักดันเศรษฐกิจของเยอร์มันให้เจริญก้าวหน้าจากที่ถูกดูแคลนมานานช้าเหมือนเหล็กที่ค่อยๆโน้มโค้งลงต่ำ   อุตสาหกรรมผลิตของเยอรมันผจญล่องลอยวิกฤตเศรษฐกิจด้วยผลกำไรและค่าจ้างที่ขึ้นๆลงๆแกว่งไปมา  แม้นว่าค่าจ้างคนงานบริษัทได้รับสูงสุดในโลกเป็นสิบเท่าของคนงานจีนคู่แข่ง แต่สินค้าส่งออกของเยอรมันนีครองส่วนแบ่งในตลาดโลกที่แข่งขันกับจีนและประเทศอื่นๆแม้แต่ส่วนแบ่งการตลาดของสหรัฐก็ยังดิ่งลง  การว่าจ้างภาคอุตสาหกรรมได้กระเตื้องขึ้นเป็นเหตุผลหนึ่ง   ข้อมูลอ้างอิงจาก Organization for Economic Co-operation and Developmentเมื่อเดือน พฤษภาคม เยอรมันนีมีอัตราว่างงานอยู่ที่ ร้อยละ 5.6 เปรียบเทียบอเมริกาอยู่ที่ร้อยละ 8.2   ภาคอุตสาหกรรมเยอรมันจึงสามารถอยู่ในภาวะแข่งขันได้ทั่วโลกทั้งนี้เพราะมีสินค้าอย่าง รถยนตร์    BMW i3 ที่เต็มไปด้วย วิทยาศาสตร์และศิลปะ
            ปัจจัยหลักอันหนึ่งที่ทำให้เยอร์มันประสพความสำเร็จคือการบริหารจัดการนำการวิจัยพัฒนาและนักวิทยาศาสตร์ในบ้านของตนพลักดันให้สูงขึ้นให้มุ่งเน้นกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวตกรรมใหม่มีขบวนการที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายที่จะถูกแทรกแซงโดยค่าแรงงานต่ำ   อุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นกรณีศึกษา เยอร์มันนีก็เหมือนอเมริกา นานมาแล้วได้สูญเสียการผลิตผ้าใยผ้าให้กับผู้ผลิตทีมีต้นทุนถูกกว่า เช่น จีน อินเดียและตรุกี ปัจจุบันอุตสาหกรรมเยอร์มันยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดโลกสำหรับเครื่องจักสิ่งทอที่ซับซ้อน  บรรดาการถักทอที่ใช้การลงทุนเทไปกับประเทศที่มีค่าแรงการผลิตต่ำ  ขณะที่นักอุตสาหกรรมสิ่งทอเยอรมันนีรุ่นเดิมหันไปสู่อุตสาหกรรมไฮเทดเปลี่ยนเป็นรถยนตร์และอากาศยนต์   ปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งทอของเยอร์มันนีอยู่ในแถวหน้าของการผสมผสานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยและศูนย์เทคโนโลยีของรัฐพัฒนาเครื่องจักรกลที่สลับซับซ้อนปราณีตถักทอเส้นใยคาร์บอนด์ให้เป็นเกลียวเชือกซึ่งไม่เหมือนกับขนแกะและฝ้ายยกเว้นในระดับสเกลขนาดจุลทรรศน์  หากเยอร์มันนีได้ล้มเลิกอุตสาหกรรมประเภทนี้มันจะขาดพื้นฐานการผลิตที่พัฒนาเป็นการผลิตขึ้นรูปผสมรุ่นต่อไปที่ มหาวิทยาลัยเทคนิดแห่งมิวนิคและห้องปฎิบัติการอื่นๆ
            กุญแจสำหรับการวิจัยนี้ออกมาจากห้องปฎิบัติการและนำไปสู่ตลาดก็คือการได้พันธมิตรอย่างใกล้ชิดระหว่างทีมวิจัยมหาวิทยาลัยและฐานอุตสาหกรรมไฮเทด นักอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีงบประมาณสำหรับการวิจัยจำนวนมากซึ่งหลายครั้งใช้ในการซื้อการวิจัยมาจากผู้อื่นไม่เหมือนองค์กรของอเมริกาหลายแห่งอาจตั้งกองทุนให้บริจาดเพื่อมหาวิทยาลัย  บริษัทของเยอร์มันปกติจะเข้าหามหาวิทยาลัยก็ต่อเมือพบปัญหาเป็นกรณีพิเศษที่เขาต้องการแก้ไข ณ.ที่ มหาวิทยาลัยเทคนิดแห่งมิวนิคมีตัวอย่างเช่น ฝ่ายขึ้นรูปผสม ได้รับทุนจากSGL  Carbon,ผู้ผลิตคาร์บอนด์ไฟเบอร์รายหนึ่งของเยอร์มันนี ต้องการรู้ว่ามีวัสดุชนิดไหนที่เหมาะสำหรับขบวนการผลิตในยุดหน้า  บี เอ็ม ดับบิลล์ BMW มีนักศึกษาทำปริญญาเอกในฝ่ายถึง 12ฝ่าย เป็นนักศึกษาที่ถูกจ้างไว้และโครงการ วิทยานิพนธ์ของพวกเขาก็เป็นส่วนของการเตรียการผลิต BMW i3 ด้วยเครื่องมือเครื่องจักรการผลิต อย่างเช่น หุ่นยนต์ KUKA และแท่นอัดประกอบ Manz แสดงถึงการผสมผสานอย่างลึกซึ่งกับทีมวิจัยมหาวิทยาลัย เช่นกัน
            เครือข่ายได้ขยายทวีคูณด้วยผู้ชำนาญการทางเทคนิคและวิศวกรของ มหาวิทยาลัยจำนวนมาก  ที่RWTH Aachen สถาบันมหาวิทยาลัยมากกว่า20แห่ง มุ่งเน้นไปยังเทคนิคการผลิตอย่างมีศิลปะผนวกไปกับเครื่องจักรการผลิต  บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์และพัฒนาซอฟแวร์เพื่อสร้างขบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพที่ประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานสูงอย่างเยอรมันนีสามารถแข่งขันได้กับจีน    RWTH Aachen ขณะนี้สร้างอาณาเขตบริเวณอุตสาหกรรมมูลค่า 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อรองรับบรรดาบริษัทที่เป็นพันธมิตรจะมาร่วมค้นคว้าวิจัย สถาบันเทคโนโลยี่ Karlsruhe ชำนาญในด้านนาโนเทคโนโลยี่และวัสดุศาสตร์ทำงานร่วมกับบริษัทชั้นนำทางเคมีของเยอร์มันนีชื่อ BASF ออกแบบสารประกอบใหม่ที่ทำให้แบตเตอรรี่เก็บพลังงานใหม่อีกครั้งอย่างมีประสิทธิภาพใช้ต้นทุนต่ำ  และมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งเดรสเดน Dresden นักวิจัยเป็นพันธมิตรร่วมกับผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์และกับบริษัทเทคโนโลยี่การสื่อสาร   กำลังพํฒนาไอซี IC ที่ใช้พลังงานเพียง 1 ใน 100 ของกระแสอีเล็คโทนิค
            รัฐบาลเยอร์มันนีก็กำหนดบทบาทอย่างเข็มแข็งให้ตั้งกองทุนสำหรับห้องปฎิบัติการชั้นเลิศในเรื่องการวิจัยศาสตร์พื้นฐานอย่างเช่น  Max Planck ระบบเครือข่าย 80 สถาบันของ Max Planck ครอบคลุมอย่างมีระเบียบลงไปถึงสาขาอนุภาคฟิสิกค์และการวิวัฒนาการทางชีววิทยา สถาบัน Fraunhofer Society เป็นสถาบันวิจัยของเยอร์มันนีที่ประสพความสำเร็จสมบรูณด้วยทรัพยากรที่สุด มีศูนย์เทคโนโลยี่ 60 แห่งได้รับทุนร่วมจากรัฐบาล งบประมาณประจำปีมีถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์ ( ไม่นับรายได้จากสิทธิบัตรจากการคิดค้นต้นแบบข้อมูล MP3   เมื่อปี ค.ศ.  1980)
ความเชื่อมั่นที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
          การเป็นพันธมิตรกันอย่างแนบแน่นกับมหาวิทยาลัย แต่ละศูนย์ของ Fraunhofe ทำหน้าที่คล้ายสายพานส่งต่อไปยังกลุ่มบริษัทเครือข่าย กับศูนย์หนึ่งไปอีกศูนย์หนึ่งโดยการออกแบบร่วมกันวิจัยหาวิธีขบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์  จะมีหลายศูนย์สำหรับภาคอุตสาหกรรมต่ละประเภท อย่างเช่นการวิจัยโพลิเมอร์สำหรับบริษัทเคมี , ออฟติกที่ละเอียดสำหรับทำตัวตรวจจับและเลเซอร์ และการวิจัยขนาดนาโนเทคโนโลยี่เพื่อการผลิตส่วนประกอบอีเล็คโทนิกในยุคใหม่
            ศูนย์หลายแห่งอย่างสถาบัน ของ Fraunhofeสำหรับเทคโนโลยีการผลิตในเมือง Aachen มุ่งไปยังเทคนิคการผลิตที่มีประสิทธิภาพของต้นทุนเพื่อให้เยอร์มันนีแข่งขันได้ก้บจีน และการวิจัยขึ้นรูปผสม ( Composited )  มีโครงการหนึ่งของ Fraunhofe  ที่ Augsburgใกล้มิวนิคเกิดขึ้นมาในยุคของสงครามเย็น เป็นห้องปฎิบัติการวิจัยพลังขับเคลื่อนจรวด. การเป็นพันธมิตรกับ TUM และบริษัทอื่นมากกว่า 50 แห่งอย่าง BMW  Audi   Airbusเจ้าของEADS  ที่ศูนย์ Augsburg กำลังทำงานมุ่งไปยังการขึ้นรูปผสมไฟเบอร์ในยุคใหม่ ที่นำมาจากลิกนิน ไม่ใช้จากปิโตเลียมที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์และ จากของที่เหลือจากการผลิตไม้ กระดาษ
            สิ่งที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลื่ยนแปลงมาสู่เทคโนโลยี่เหล่านี้ คือ การส่งสริมให้ความหวังในงานแก่นักวิจัยและวิศวกร  โดยเฉลี่ยนักวิทยาศาสตร์ของ Fraunhofe  จะย้ายไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมหลังผ่านงานมาได้ 5 ถึง 10 ปี วิศวกรชั้นยอดหลายคนยังคงทำหน้าที่เป็น ศาสตราจาร์ยหรือไม่ก็ผู้บริหารของ Fraunhofe ;  Klaus Drechsler ศาสตราจาร์ยและหัวหน้าสถาบันการขึ้นรูปผสมคาร์บอนด์ของมหาวิทยาลัยเทคนิดแห่งมิวนิคทำงานที่ EADS ในการพัฒนาการขึ้นรูปผสม เครื่องบิน แอร์บัส ปัจจุบันเขาอยู่ในการจัดตั้งศูนย์Fraunhofe  ใหม่ในเมือง Augsburg  การคาดหวังมีงานทำและการกระจายตัวผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี่  ขาดแคลนอย่างหนักในสหรัฐอเมริกา ที่นั้นนักวิจัยของรัฐมักจะทำงานอยู่ประจำที่เดียวตลอดชีวิต
            การร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้นและหลากหลายนี้เป็นแบบฉบับนวตกรรมของเยอร์มันนี ส่วนใหญ่มันเกิดมาแล้วมากกว่า สิบปีระหว่างบริษัทต่างๆไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ปัจจุบันจะทำงานร่วมกัน พวกเขารู้โดยสามัญสำนึกว่า ข้อมูลเขาสามารถแบ่งปันและปกปิดเก็บเป็นลิขสิทธ์เฉพาะได้อย่างดีที่สุด “  ความเชื่อมั่นระหว่างบริษัทและสถาบันที่ทำงานร่วมกันแต่เติมเต็มความเป็ฯหนึ่ง คุณจะไม่พบเห็นในประเทศอื่น ๆหรอก  ” Benat Bilbao นักเศรษฐศาสตร์แห่ง World Economic Forum ในเจนีวา กล่าว  นอกจากนี้ในแต่ละปีจะมีรายงานแสดงให้เห็นว่า  เยอร์มันนีเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมนวตกรรมใหม่อยู่ในอันดับที่เหนือกว่าสหรัฐอเมริกาอีกด้วย  ส่วนใหญ่กลุ่มบริษัทและซับพลายเออร์พวกเขาเจริญเติบโตมากว่า สิบปีมาแล้ว ( บางกรณีเจริญยังยืนมากว่า ร้อยปี เช่น ผู้ผลิตนาฬิกาแถวป่าดำ ปัจจุบันเป็นผู้นำในโลกแห่งเครื่องมือแพทย์ผ่าตัด ) ทำให้พวกเขาไม่งายนักต่อก่รลอกเลียนแบบ
            เยอร์มันนียังคงสร้างสรร อย่างเครือข่ายใหม่ในอุตสาหกรรมแบบก้าวกระโดด หนึ่งในล่าสุดคือ Bioeconomy Cluster ตั้งอยู่ใกล้  Leipzig มีเครื่อข่ายบริษัทมากกว่า 60 แห่ง บริษัทและสถาบันวิจัย หาทางพัฒนาผลิตภัณฑ์เคมีพลาสติกจากมูลชีวะ Biomass ทดแทนการใช้ปิโตเลียมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์และมีต้นทุนสูง( ปิโตเลียมไม่พียงให้พลังงานน้ำมันแต่สามารถสกัดไปทำวัสดุผลิตภัณฑ์อื่นด้วย ) เมื่อ Fraunhofe ตั้งศูนย์เทคโนใหม่ ได้เลือกสถาบันบริษัทที่แข็งแกร่งอญุ่แล้วในงานของตนแทนที่จะพยายามสร้างบางสิ่งจากเริ่มใหม่
“  ปรัชญาบริษัทของเราคือการนำบางสิ่งที่ดำเนินการอยู่แล้ว รดน้ำลงไปเพื่อให้มันเจริญเติบโต ” ประธานสมาคม Fraunhofe, Hans Jorg Bullinger  กล่าว  ในการตั้งกลุ่มการผลิตขึ้นรูปผสม     คาร์บอนด์ ขึ้นใหม่  Fraunhofe คัดเลือกบริษัทที่มีอยู่แล้วและฝ่ายของมหาวิทยาลัย จัดสรรงบประมาณ ทีมบุคลากร และอุปกรณ์สนับสนุนเพิ่มเสริมการทำงาน
            ปรัชญาที่สอง Bullinger   กล่าวคือการให้คำมั่นที่ลากยาวไกล ศูนย์ Fraunhofeใหม่ มีระบบป้องกันงบประมาณโดยตนเอง ไม่มีการประเมินผลเพื่อขอขึ้นงบประมาณเป็นสองเท่าจากเอกชนเกิดขึ้นเพื่อในระยะห้าปี  บริษัทเองก็เช่นกันลงทุนเพื่อระยะยาว  อุตสาหกรรมนวตกรรมใหม่ของเยอร์มันนีส่วนใหญ่เป็นบริษัทภายในครอบครัวที่ไม่กังวลกับการรายงานช่วงไตรมาส บริษัทที่โดดเด่นอย่าง Trumsf เกือบจะไม่ปรากฎร่องรอยของการบริหารงานแบบครอบครัว ได้เป็นที่หนึ่งของโลกอุตสาหกรรมเลเซอร์เทคโนโลยี่ปัจจุบันมีรายได้เกือบ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ  Fraunhofe ก็เพิ่มนักวิจัย 3,000 ตำแหน่งในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ “  หลายประเทศพยายาม ที่จะเลียนแบบเรา  ”  Bullinger  กล่าว “ แต่ความพยายามของเขาล้มเหลว เพราะเขาคิดวางแผนระยะสั้น  “
             นั่น  อาจจะเป็นรอยร้าวของโครงการ ของท่านประธานาธิดี บารักโอบามา เมื่อถูกพบว่าในเดือน มีนาคม จำนวนเงิน หนึ่งพันล้านเหรียญ  เครือข่ายแห่งชาติเพื่ออุตสาหกรรมนวตกรรมมีรูปแบบตามอย่างเยอร์มันนี   ถ้ารัฐสภาผ่านมัน จะเกิดเครือข่าย รัฐ-เอกชนดำเนินการในบริษัทอุตสาหกรรม มีศูนย์เทคโนการผลิต 15 แห่งกระจายทั่วประเทศ ยิ่งไกลยิ่งดี แต่งบประมาณตั้งไว้เพียง 4ปีแรก ตามความเห็นของ Bullinger มันยังสั้นและน้อย  “  อย่างไรก็ดี มันยังคงอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง ” Bullinger  กล่าว

            แน่ละ ระบบเยอร์มันนีนี้มีจุดอ่อนเหมือนกัน  วัฒนธรรมที่พิถีพิถันก่อเกิดการดำรงอยู่ของเทคโนโลยีอย่างสมบรูณ์แบบมากกว่าแรงจูงใจอย่างรุนแรงของนวตกรรม  และชาติเยอร์มันนีก็เคยมีช่วงระยะแห่งความหวาดกลัวเทคโนโลยี่ ที่นักการเมือง นักกิจกรรมต่อต้าน ขับไล่อุตสาหกรรมไฮเทค เช่น ไบโอเทค ในปี ค.ศ.1980   แต่การขับเคลื่อนเพื่อนวตกรรมอุตสาหกรรมของเยอร์มันนีได้หยุดการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีต่ำ เป็นตัวอย่างให้เห็นวิธีแข่งขันไปกับจีน นักศึกษาที่กำลังจะกลายเป็นบัณฑิตที่อยู่ปฎิบัติการในห้องทดลองวิจัยเมืองมิวนิคเหล่านั้น  ถูกนำไปภาคอุตสาหกรรม เป็นรูปแบบตัวอย่างที่น่าเรียนรู้


ข้อสังเกตุ ในการประเมิณดัชนีความสามารถในการแข่งขันทั่วโลก  เยอรมันนีได้คะแนนสูงกว่าสหรัฐอเมริกาในหลายๆมิติ(หลายด้าน)อย่างเช่น คุณภาพของสถาบันและโครงสร้างหน่วยสนับสนุนต่างๆ ดูรูปกราฟประกอบ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------







วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ทำไมสมองรับรู้การอ่านจากกระดาษได้ดีกว่า


ทำไมสมองชอบกระดาษมากกว่า(จอดิจิตอล)

ระหว่างการอ่านจากหน้าจอดิจิตอลไม่ว่าคอมพิวเตอร์,แท็ปเล็ต,แลนท๊อปหรือจอสมาร์โฟนกับการอ่านจากแผ่นกระดาษ อันไหนจะมีประสิทธภาพมากกว่า คำตอบของคำถามนี้ขึ้นอยู่กับอวัยวะส่วนหนึ่งที่สำคัญของร่างกาย คือ สมอง




Text Box: บทย่อ จากการศึกษาในช่วงสองศตวรรษที่ผ่านมา พบว่า ผู้อ่านเข้าใจและจำตัวหนังสือ อักษรบนแผ่นกระดาษได้ดีกว่าบนหน้าจอดิจิตอลคอมพิวเตอร์   จอดิจิตอลอาจยับยั้งความสามารถในการเรียนรู้เข้าใจ โดยป้องกันสัญชาติญานของคนที่เข้าถึงมโนแผนที่ของตัวหนังสือที่เรียงยาว โดยปกติจอดิจิตอลเกิด(สร้าง)ภาระผูกพันทางใจและภาระหน้าที่ทางกายภาพมากกว่าแผ่นกระดาษ การเลื่อน(เปลื่อนขึ้นลงหน้าจอ)ต้องใช้สติที่มั่นคง,และจอแอลซีดีของแท็ปเล็ต,แลนท๊อปสามารถทำให้นัยตาเครียด ปวดศรีษะจากแสงที่เปล่งออกมาสู่หน้าผู้อ่าน จากการศึกษาวิจัยขั้นต้นได้ข้อเสนอว่าในหมู่ชาวดิจิตอลชอบเรียกหาฟื้นความจำในส่วนสำคัญแก่นสารของเรื่อง เมื่อพวกเขาได้อ่านมันบนกระดาษ  เพราะการแพร่หลาย(enhanced)หนังสืออีเล็คโทนิก(อี-บุ๊ค) และนักอ่านอีเล็คโทนิกเองอยู่ในสภาพทำให้วอกแวกมากไป   จุดแข็งที่ดีทีสุดของแผ่นกระดาษคือ ความเรียบง่ายสามัญ




เทคโนโลยี่ที่เราใช้ในการอ่านเปลื่ยนวิธีการอ่านของเราได้อย่างไร

        เริ่มมาตั้งแต่ปีค.ศ.1980 บรรดานักวิจัยทางสรีรกายภาค,คอมพิวเตอร์,วิศวศาสตร์และสารสนเทศได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาออกมากว่า 100 เรื่องที่สำรวจถึงความแตกต่างระหว่างผู้อ่านบนแผ่นกระดาษกับผู้อ่านจากหน้าจอดิจิตอล  เมื่อก่อนปีค.ศ.1992การทดลองส่วนใหญ่สรุปว่าผู้อ่าน หัวเรื่อง เรื่อง บทความ บนจอดิจิตอลได้ช้ากว่าและจำได้น้อยกว่าเนื่องจากความชัดเจนจอภาพที่จำกัด  อย่างไรก็ตามเมื่อมีการนำสื่อหลายรูปแบบพร้อมกันออกมา   ผลสำรวจเร็วๆนี้เสนอว่า แม้นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงติดชอบกระดาษโดยเฉพาะเมื่อเขาต้องเพ่งสมาธิให้ความสนใจเป็นเวลานาน ทัศนคติกำลังเปลื่ยนไปเมื่อมีแท็ปเล็ตและเทคโนโลยี่การอ่านทางดิจิตอลได้ถูกพัฒนาขึ้น   ขณะที่กำลังอ่านตัวหนังสือ(ทางจอ)ดิจิตอลไม่ว่าเพื่อความเพลิดเพลินหรือสาระสำคัญ รสนิยมนี้แพร่หลายจนเป็นปกติ ในสหรัฐอเมริกา อี-บ๊คได้ถูกผลิตขึ้นถึงร้อยละ20 ของยอดหนังสือที่ขายตามสาธารณะ

     แม้ว่าการเพิ่มขึ้นของเทคโนโลยี่ สมัยนิยมและความเป็นมิตรกับผู้ใช้มีมากมาย จากการศึกษาตีพิมพ์ว่า ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ.1990 กระดาษยังคงได้เปรียบเหนือจอดิจิตอลในฐานะเป็นพื้นฉากกลางของการอ่าน รวมถึงผลทดลองทางห้องแล็ปจากโพลสอบถามและรายงานจากผู้บริโภค ชี้ให้เห็นว่า เครื่องมือดิจิตอลนั้นป้องกันผู้อ่าน จากการนำทางไปตามตัวหนังสือหลายๆตัวที่เรียงยาว อาจยับยั้งการอ่านเข้าใจอย่างมีประสิทธิภาพ  ขณะที่เรากำลังอ่าน มันยากลำบากเล็กน้อยอยู่บ้างที่จะจดจำว่าอ่านอะไรอยู่ เมื่ออ่านผ่านไปแล้วผู้อ่านจะตระหนักถึงตัวหนังสือหรือไม่ ผู้อ่านมักเข้าถึงคอมพิวเตอร์หรือแท็ปเล็ตด้วยจิตใจเป็นตัวช่วยที่มีความมุ่งมั่นน้อยกว่าผู้อ่านบนแผ่นกระดาษ  ผู้นิยมการอ่านทางอีเล็คโทรนิคจะสูญเสียการสร้างความเจนจัดรับรู้จากการอ่านบนแผ่นกระดาษทำให้บางคนพบต่อความสับสน

     “มันมีลักษณะสรีระกายภาคในการอ่าน” “ อาจจะมากกว่าที่เราต้องคิดกันว่า ถ้าเราโถมไปยังการอ่านทางดิจิตอลขณะที่เราเคลื่อนไปข้างหน้าบางทีจะมีผลย้อนกลับมาน้อยมาก ผมปราถนาจะรักษาความสมบูรณ์ดีเลิศของการอ่านรูปแบบเก่าแต่ก็รู้ว่าเวลาใดที่จะใช้วิธีใหม่ ”นักวิทยาศาสตร์ชื่อ  Maryanne Wolf    แห่งมหาวิทยาลัย Tufts กล่าว

Textual Landscapes ปริมณฑลของตัวหนังสือ

       การทำความเข้าใจว่าการอ่านบนกระดาษแตกต่างจากอ่านบนจอดิจิตอล ต้องแสดงการอธิบายถึงสมองมนุษย์แปลและสื่อความหมายภาษาเขียน ได้อย่างไร แม้ว่าตัวอักษรและคำเป็นเครื่องหมายแทนเสียงและความคิด สมองรับรู้มันในฐานะวัตถุทางกายภาพ   ก็อย่างที่ Wolf  อธิบายในหนังสือของเธอปี2007หนังสือชื่อ Proust and the Squid  พวกเราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับ วงจรสมองที่ทุ่มเทกับการอ่าน  เพราะเราไม่ได้ประดิษฐ์สร้างการเขียนมาตั้งแต่แรกเพิ่งมาประดิษฐ์ในช่วงเวลาที่สัมพันธ์กับการพัฒนาประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ประมาณสี่พันปีก่อนศริตกาล ดังนั้นในวัยเด๋ก สมองจะเจริญพัฒนาวงจรส่วนของการอ่านโดยถักทอประสานเส้นใยเนื้อเยื่อนิวรอนต่างๆเข้าด้วยกันเพื่อมอบความสามารถ(ควมคุมสั่งการรับรู้)ด้านต่างๆ เช่น การพูด,การเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กับการมองเห็น

      ด้วยส่วนของสมองที่เจาะจงเฉพาะในการรับรู้วัตถุนี้ มันช่วยให้เราแยกเยอะแอ๊ปเปิลจากส้ม ใช่ทั้งสองสิ่งจัดอยู่พวก ผลไม้ เช่นเดียวกับที่เราอ่านและเขียน เราเริ่มที่รู้จัก ตัวอักษรโดยการเรียงลำดับของเส้นรูปความโค้งของมัน และรูช่องว่าง ขบวนการรับรู้โดยสัมผัสต้องใช้ทั้งสายตาและมือ จากการวิจัยเร็วๆนี้ของ คาริน เจมส์(Karin Jame)แห่งมหาวิทยาลัยอินเดียน่าเผยว่า วงจรการอ่านของเด็กอายุ ห้าขวบปะทุออกมาด้วยกิจกรรมเมื่อพวกเขาเขียนหนังสือด้วยมือแต่จะไม่เกิดขึ้นเมื่อพิมพ์บนแป้นพิมพ์ และเมื่อผู้อ่านอักษรแบบคัดลายมือหรืออักษรตัวเขียนที่สับสนยุ่งยากอย่างอักษรญี่ปุนอักษรจีน สมองก็จะ(มุ่ง)ไปตามตัวหนังสือการเคลื่อนไหวของการเขียนแม้ว่าในมือจะว่างเปล่า

        ภายใต้การรับรู้แต่ละตัวอักษรเหมือนวัตถุที่มีตัวตน สมองมนุษย์อาจจะรับรู้ตัวหนังสือตัวหนึ่งมาในปริมณฑลกายภาพของมัน      เมื่อเราอ่าน เราได้สร้างมโนจิตตัวแทนของหนังสือ   ธรรมชาติที่ถูกต้องของการแทนเช่นนั้นนักวิจัยยังคงทราบไม่แน่ชัด แต่พวกเขาคิดว่ามันเหมือนกับ มโนแผนที่ที่เราสร้างขึ้นตามภูมิประเทศ อย่างเช่น ภูเขา ,รอยทาง ถ้าเป็นในร่มก็อย่างเช่น อพาร์ทเมนต์,สำนักงาน(หมายถึง ตัวหนังสือแต่ละตัวในหนังสือทั้งหมดเป็นรอยทางในภูเขา สำนักงานในอพาร์ทเมนต์เป็นสิ่งชี้บอกว่าเป็นส่วนไหนของอพาร์ทเมนต์(ความเห็นของผู้แปล) ) ทั้งสิ่งตีพิมพ์ผลจากการศึกษาและประสบการ์ณจากผู้อ่านรายงานว่า เมื่อเขาพยายามวงตำแหน่งตอนหนึ่งของข้อเขียนในหนังสือ พวกเขาจะจำตัวอักษรที่ปรากฏเสมอ  เหมือนอย่างเช่นเราจะอาจจะเรียกคืนความจำที่เราผ่านโรงนาสีแดงใกล้กับจุดเริ่มของทางขึ้นเขาก่อนที่เราจะปืนขึ้นภูเขาผ่านป่าไพร หรือว่า เราจำได้ถึง Mr.Darcy(ตัวละคร)บอกปฎิเสธElizabethในหนังสือนวนิยายเรื่อง Pride and Prejudiceของ Jane Austen ณ.งานเต้นรำ  ว่ามันอยู่ตรงมุมซ้ายด้านล่างของบทต้นๆ

          โดยส่วนมากแล้วหนังสือกระดาษแสดงแผนที่พรรณนาภูมิได้อย่างชัดเจนกว่าจอดิจิตอล การพลิกเปิดหน้าหนังสือแต่ละครั้งทำให้ผู้อ่านเห็นสองอาณาเขตชัดเจนแผ่นซ้ายมือและแผ่นขวามือ มีมุมทั้งหมดแปดมุมจัดเรียงในตัวมัน คุณสามารถจดจ่อบนแผ่นเดี่ยวของกระดาษหนังสือ โดยไม่ต้องพะวงคำนึงตัวหนังสือทั้งหมด คุณรู้ได้ถึงความหนาของบรรดาแผ่นกระดาษที่อ่านแล้วอยู่ในมือหนึ่งและแผ่นกระดาษที่ยังไม่ได้อ่านอยู่อีกมือหนึ่ง  การผลิกหน้าหนังสือเสมือนหนึ่งการทิ้งรอยเท้าแต่ละก้าวหลังรอยเดิม นี่คือจังหวะของมัน บันทึกการเห็นไว้ว่า อ่านมาไกลเท่าไร   สิ่งเหล่านี้ทำให้ตามตัวหนังสือได้ง่ายบนแผ่นกระดาษ และมันก็ง่ายต่อการเกิดความสัมพันธ์มโนแผนที่(mental map)แห่งตัวหนังสือ

           ในทางตรงกันข้ามเครื่องมือดิจิตอลส่วนใหญ่รบกวนการนำทางตัวหนังสือทางสัญชาตญาณและขัดขวางผู้อ่านจากการสำรวจตามมโนแผนที่ผู้อ่านหนังสือทางจอดิจิตอลเคลื่อนหน้าจอได้ไปเรื่อยไร้ตะเข็บกระแสคำ แตะไปข้างหน้าหนึ่งหน้าต่อครั้งหรือใช้การค้นหา(search)หาอย่างรัดทันทีไปที่ คำ วลี นั้นๆ แต่มันก็ยากที่เห็นตอนหนึ่งตอนใดของข้อความในตัวหนังสือทั้งหมด เปรียบได้กับ ภาพที่กลูเกิลแม๊ป(Google Map)อนุญาตให้ผู้ชมสำรวจหาถนนแต่ละถนน และเช่นเดียวกับ เครื่องย้ายมวสารที่กำหนดที่อยู่เฉพาะเจาะจงแต่ป้องกันการซูมออกเพื่อให้เห็นเพื่อนบ้านจนถึงรัฐ,ประเทศ นอกจากนั้นการมองผ่านๆไปยังท่อนเลื่อนไปข้างหน้า(แท่งบาร์ที่ให้คลิ๊ก,ลากหน้าหนังสือจอดิจิตอล  (ผู้แปล))ให้ความสำนึกที่คลุมเครือมากกว่าน้ำหนักของแผ่นหน้าหนังสือที่อ่านแล้วและยังไม่ได้อ่าน  และแม้ว่านักอ่านดิจิตอลจะพลิกกลับหน้าการปรากฏของหน้าเป็นเพียงชั่วคราว หลังจากได้อ่านมันก็หายไป  แทนที่คุณจะแกะรอยทางเท้าด้วยตนเอง คุณมองต้นไม้ หินหญ้ามอสแค่แว๊ปผ่านไปโดยเร็ว ไม่มีร่องรอยที่จับต้องได้ปรากฏให้เห็นก่อนจึงยากที่เห็นวิ่งซ่อนเร้นข้างหน้า

         “ความรู้สึกที่บอกเป็นนัยถึงที่คุณอยู่ตรงไหน ณ.หนังสือที่จับต้องได้ สะท้อนกลับเกิดความสำคัญมากกว่าที่เราเข้าใจ ” นายAbigall J.Sellen แห่งสถาบันวิจัยไมโครซ๊อฟ แคมบริดจ์ อังกฤษผู้ร่วมเขียนหนัสือชื่อ The Myth of the Paperless Office กล่าว “ เมื่อไรที่คุณใช้แต่ อี-บุ๊ค คุณเริ่มพลาดมัน  ผมไม่คิดว่าอุตสาหกรรมหนังสือ อี-บุ๊คได้คำนึงอย่างเพียงพอว่าผู้อ่านนึกภาพออกว่าอยู่ตรงไหนในหนังสือได้อย่างไร


การอ่านที่ทำให้หมดกำลัง Exhaustive Reading

      อย่างน้อยมีการศึกษาน้อยมากได้ข้อคิดเห็นว่า จอดิจิตอลบางครั้งทำลายภาวะความเข้าใจอย่างถูกต้องเพราะมันบิดเบือนความรู้สึกของผู้อ่านถึงตำแหน่งตัวหนังสือ ในเดือนมกราคม 2013 จากการศึกษาของ Anne Mangen  แห่งมหาวิทยาลัย Stavanger ประเทศนอรเวย์ เธอและผู้ร่วมงาน ให้นักศึกษาที่ได้เกรด10 จำนวน 72 คน ศึกษาบทพรรณาบทหนึ่งและตำราอธิบายอีกหนึ่งเรื่อง จำนวนนักศึกษาครึ่งหนึ่งอ่านจากกระดาษนักศึกษาอีกครึ่งอ่านบนจอดิจิตอลไฟล์PDF หลังจานั้น ให้นักศึกษาแข่งกันทำข้อสอบการอ่านบทความ ระหว่างทำข้อสอบให้ค้นตัวหนังสือได้จากที่อ่าน  กลุ่มนักศึกษาที่อ่านทางจอดิจิตอลผิดผลาดเล็กน้อย เป็นเพราะส่วนใหญ่ก็ใช้การเลื่อนคอร์เซอร์ คลิกตามPDFไฟล์ ตอนละครั้ง ขณะที่กลุ่มนักศึกษาที่อ่านจากกระดาษถือตัวหนังสือทั้งหมดไว้ในมือและผลิกเปลื่อนหน้าที่แตกต่างอย่างรวดเร็ว   “ ในกรณีนี้คุณสามารถค้นหา ตอนเริ่มแรก ตอนจบ และทุกๆสิ่งระหว่างตอนและตัวเชื่อมคงที่ตามตัวหนังสือที่ผ่านไป อาจจะทำให้ประเมินค่าทางจิตใจน้อยลง  Mangen กล่าว” คุณมีความสามารถในการรับรู้บทความ,เรียงความมาบรรจุในสมองมากขึ้น

           นักวิจัยกลุ่มอื่นๆต่างเห็นต้องกันว่า การอ่านจากจอดิจิตอล ทำให้เนื้อเรื่องดูตื้อๆทึบๆเพราะว่ามันเกิดภาระของสมาธิมากไปเกิดการล้าทางสรีระเมื่ออ่าน มากกว่าเมื่ออ่านบนกระดาษ หมึกอีเล็กโทนิค(เส้นตัวหนังสือ)เปล่งสะท้อนแสง เหมือนกับ หมึกของตัวหนังสือบนแผ่นกระดาษแต่หน้าจอดิจิตอล ของแท็ปเล็ต,สมาร์ทโฟนเปล่งแสงมาสู่ผู้อ่านโดยตรง ปัจจุบันนี้จอ แอลซีดีให้ความนุ่มนวลต่อสายตาดีกว่าแต่ก่อน(จอ CRT)แต่การอ่านที่ยาวนานบนจอแบนเรียบเปล่งแสงออกมาในตัวทำให้กล้ามเนื้อนัยตาเมื่อยล้าพร่ามัวปวดศรีษะ ในการทดลองของ Erik Wastlundณ.มหาวิทยาลัย Kerlstad สวีเดน ทดลองให้ผู้อ่าน อ่านบทความบทพรรณาเป็นบททดสอบจากคอมพิวเตอร์ ผู้อ่านจากคอมพิวเตอร์ได้คะแนนต่ำกว่าและพบกับความเครียดมากกว่ากลุ่มผู้อ่านจากกระดาษ

         ในการทดลองของWaestlund อาสาสมัคร 82คนได้อ่านบทความทดสอบที่เหมือนกัน กลุ่มหนึ่งทดสอบอ่านบนคอมพิวเตอร์ อีกลุ่มอ่านจากบทความที่เป็นเอกสารที่มีเลขหน้าเอกสาร หรือแผ่นกระดาษที่ต่อเนื่อง หลังจากนั้นนักวิจัยก็ค้นหาความสนใจและความจดจำ อาสาสมัครต้องเปิดอ่านส่วนที่pop up หน้าจออย่างรวดเร็ว จดจำตัวเลขที่ขึ้นบนจออย่างรวดเร็ว เหมือนกับความสามารถเกี่ยวกับการรับรู้หรือเข้าใจหลายอย่าง  การทำงานระบบความจำคือ แหล่งทรัพยากรจำกัดที่ถูกทำให้ลดลงโดยความเครียดเครียด 

         แม้นว่าผู้อ่านทั้งสองกลุ่มทำทดสอบได้ผลพอๆกัน แต่กลุ่มผู้ที่เลื่อนหน้าจอโดยตลอดไม่มีการขัดจังหวะทำได้เลวบนความตั้งใจและการทดสอบความจำ นาย  Waestlund คิดว่าการเลื่อนหน้าจอผู้อ่านต้องการสมาธิเพ่งไปยังทั้งตัวหนังสือและวิธีการที่พวกเขาจะเลื่อนหน้าตัวหนังสือซึ่งจะดึงสมาธิออกไปมากกว่าการพลิกหรือคลิกหน้าหนังสือซึงมันง่ายกว่า และการเคลื่อนไหวอวัยวะร่างกายอัตโนมัติ  ยิ่งการจดจ่อตั้งใจได้ส่งไปยังการเคลื่อนไหวไปตามตัวหนังสือยิ่งมากเท่าไหร ความสามารถในการเข้าใจมันก็ยิ่งน้อยลง เมื่อปี ค.ศ.2004 มีการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเซนทรัลฟอริด้าก็ได้ผลสรุปเหมือนกัน

         มีการรวบรวมผลการศึกษาที่เน้นเพิ่มเติมไปยังการอ่านหน้าจอ เป็นไปได้ที่ดึงดูดความสนใจได้มากกว่ากระดาษ ครั้งแรกเห็นผู้อ่านมักไม่นำพาความพยายามตั้งใจกับจอมากนัก  ต่อมาในปี2005มีการสำรวจกับผู้อ่าน113คน Liming Liu แห่งมหาวิทยาลัย San Jose state สรุปว่าการอ่านบนจอคอมพิวเตอร์พบทางลัดมากมาย พวกเขาจึงเสียเวลากับการกวาดสายตา การสแกน การไล่ล่าหาคียร์เวิร์ด เมื่อเปรียบกับผู้อ่านบนแผ่นกระดาษซึ่งมักอ่านเอกสารแบบเพียงครั้งเดียว

         เมื่อมีการอ่านบนหน้าจอดูเหมือนผู้อ่านเสื่อมถดถอยไปสู่ภาวะที่นักจิตวิทยาเรียกว่า metacognitive learning regulation การควบคุมแห่งการเรียนรู้แบบอภิปัญญา ตั้งเป้าหมายเฉพาะอ่านบทที่ยากซ้ำๆและตรวจเช็ดว่าผู้อ่านเข้าใจได้มากเท่าใด ในปี 2011 ที่สถาบัน  Technion Isael Institute of Technology มีการทดสอบกับนักศึกษาให้ทำข้อสอบชนิดเลือกหัวข้อตอบ(multiple choice)เกี่ยวกับ ตำราที่มีการอธิบายไม่ว่าบนจอคอมพิวเตอร์หรือบนกระดาษ ครึ่งหนึ่งของอาสาสมัครให้เวลาจำกัด เพียง เจ็ดนาทีส่วนอีกครึ่งหนึ่งสามารถอ่านทบทวนนานเท่าที่ต้องการ เมื่อให้เวลาจำกัดทั้งผู้ที่ทดสอบกับคอมพิวเตอร์และกับกระดาษทำได้ดีเท่ากันแต่เมื่อให้พวกเขาบริหารจัดการเวลาด้วยตนเองผู้อ่านบนกระดาษได้คะแนนสูงกว่าประมาณ10% น่าเป็นไปได้ว่าว่า นักศึกษาที่อ่านบนกระดาษเข้าสูความมุ่งมั่นกว่าการอ่านผ่านๆบนจอคอมพิวเตอร์และมีประสิทธิภาพตรงตามความตั้งใจให้ผลในความทรงจำ 

         จากการศึกษาแม้ว่าจะพบความแตกต่างน้อยมากในการอ่านบทความบทพรรณาระหว่างบนจอดิจิตอลกับบนแผ่นกระดาษ ผู้อ่านจากจอดิจิตอลอาจไม่จำตัวหนังสือตลอดการอ่านที่ยาว ในปี 2003นักวิจัยชื่อ Kote Gerland แห่งมหาวิทยาลัย Leicester ในอังกฤษและผู้ร่วมงานของเธอ สอบถามนักศึกษาอังกฤษ 50คน โดยให้อ่านเอกสารในเรื่องบทนำวิชาเศรษฐศาสตร์ ไม่ทางทางจอดิจิตอลหรือจากหนังสือขนาดเล็กที่ร้อยเป็นพวง หลังจากการอ่านผ่านไป20 นาทีก็ได้ทำแบบทดสอบ(Quiz)กับนักศึกษา ทั้งสองกลุ่มได้คะแนนเท่ากันจะแตกต่างที่วิธีทีพวกเขาจำข้อมูลกันอย่างไร

              นักจิตวิทยา ได้แยกแบ่งระหว่างการจำทีสัมพันธ์แบบอ่อนๆจากระบบความทรงจำที่ซึงมนุษย์จะเรียกคืนส่วนหนึ่งของข้อมูลกลับมาตามรายละเอียดที่ต่อเนื่อง อย่างเช่น ที่ไหน เมื่อไหร เราได้เรียนมันและรู้จักบางสิ่ง,รูปแบบความจำที่มั่นคงอธิบายถึงสิ่งนั้นถูกต้องอย่างแน่แท้;ขณะที่ทำแบบทดสอบ อาสาสมัครของ Gerland ทำเครื่องหมายไว้ทั้งคำตอบและเขาจำหรือรู้คำตอบหรือไม่ นักศึกษาที่อ่านจากจอดิจิตอลยึดมั่นในความทรงจำมากกว่าการรู้เข้าใจ ขณะที่นักศึกษาอ่านจากแผ่นกระดาษใช้ทั้งสองอย่าง Gerlandและทีมวิจัยคิดว่านักศึกษาที่อ่านจากแผ่นกระดาษนั้นเรียนรู้และศึกษาเนื้อหาสาระโดยตลอดและรวดเร็วกว่า,พวกเขาไม่ต้องเสียเวลามากไปกับการค้นหาในความคิดเพื่อได้ข้อมูลจากตัวหนังสือ,พวกเขามักจะรู้คำตอบอยู่แล้ว

             บางทีความขัดแย้งใดๆในการอ่านบทความพรรณาระหว่างจากกระดาษและจากจอดิจิตอลจะหดรัดความตั้งใจแน่วแน่ของผู้อ่านเรื่อยๆจนเปลื่ยนแปลง ไอแพ็คอาจเป็นรูปแบบแม๊กกาซืนยอดนิยมแต่ไม่ทำงาน เติบโตขึ้นแพร่หลายขึ้นโดยปราศจากอคติที่เฉียบแหลมที่ซ่อนอยู่ในระหว่างคนรุ่นเก่าต่อจอดิจิตอล การวิจัยล่าสุดเสนอว่า อย่างไรก็ตามการที่จอดิจิตอลแทนที่กระดาษในตอนต้นๆนั้นไม่ได้เปรียบจนถึงกับเสื่อมค่าหยุดใช้ไปง่ายๆ ในปี2012 มีการศึกษาของ Joan Ganz Cooney ที่นิวยอร์ค คักเลือกผู้ปกครอง 32คู่กับกับเด็กอายุ 3-6 ขวบ พวกเด็กๆจะจดจำรายละเอียดจากเรื่องราวที่เขาอ่านจากกระดาษได้มากกว่าอ่านจากหนังสืออีเล็คโทนิด(อี-บุ๊ค)ที่มีการเสริมด้วยการโต้ตอบด้วยภาพเคลื่อนไหวและวีดีโอและเกมส์ พวกเสียงกระดิงและนกหวีดเปลื่ยนทอนความตั้งใจมุ่งมั่นไปจากเรื่องที่ให้อ่าน และเมื่อได้ทำการสำรวจต่อกับอีกผู้ปกครอง1226คู่ พวกเขาและพวกเด็กชอบที่จะอ่านจากแผ่นกระดาษมากกว่าอี-บุ๊คเมื่อได้อ่านทั้งสองอย่าง   

            มีผลการศึกษาที่ใกล้เคียงกับสองการศึกษาตามมา อธิบายไว้ในเดือนกันยายน ในเรื่องของ จิต สมองและการศึกษาทำการศึกษาโดยJulia Parrish Morris และผู้ร่วมงานของมหาวิทยาลัยเพนนิซิวาเนีย เมื่อผู้ปกครองอ่านหนังสือให้กับเด็กอายุสามถึงห้าขวบของเขาฟัง พ่อแม่ได้ช่วยมีความสัมพันธ์เรื่องไปยังชีวิตของพวกเด็ก แต่เมื่ออ่านโดยหนังสืออีเล็กโทนิคที่มีเสียงประกอบในตัว(sound effec) ผู้ปกครองมักต้องถูกแทรกให้หยุดอ่าน เพื่อที่จะห้ามเด็กจากการหาปุมควมคุม เกิดการสูญเสียติดตามเนื้อเรื่อง การมีสิ่งทำให้ไข้วเขวได้ขัดขวางเด็กสามขวบจากการเข้าใจบทสรุปของเรื่อง แต่เมื่อเด็กๆตามเรื่องจากการอ่านบนกระดาษหนังสือมันจะดีขึ้น

            การวิจัยกับผู้อ่านเยาว์วัยนี้เน้นย้ำถึงคุณสมบัติของกระดาษที่อาจมีจุดแข็งฐานะเป็นตัวสื่อการอ่านเรื่องของความพอประมาณของมัน ตัวหนังสือดิจิตอลเป็นที่ยอมรับว่ามีประโยช์นเหนือกว่าในหลายสถานะการ์ณ เมื่อเราค้นหาในเวลาจำกัดมีความสะดวกรวดเร็วได้มาถึงคำไขเฉลย(คียเวิร์ด)หลายร้อยคำ ค้นหาทางเอกสารออนไลน์มากมายกว้างเกินจนครอบงำคุณประโยชน์ในบทความและการเก็บรักษาที่มาพร้อมกับตำแหน่งร่องรางตลอดกระดาษหนังสือ  และสำหรับผู้อ่านที่มีปัญหาการมองเห็น การเพิ่มลดขนาดตัวอักษรทั้งความคมชัดจอแอลซีดี เหล่านี้คือสิ่งประดิษฐที่พระเจ้าประทานให้ แน่ละกระดาษไม่เหมือนจอดิจิตอล โดยตัวมันเองยากที่จะเรียกความสนใจหรือเบนไปจากตัวอักษร เพราะความเรียบง่ายของมัน นี่คือจุดยืน สมอเรือที่ยึดเกี่ยวความตระหนักรู้ ตามที่William Power เขียนไว้ในบทความปี2006 ผู้อ่านบอกอย่างสม่ำเสมอว่าเมื่อไรที่พวกเขาต้องการที่จะมุ่งความสนใจไปยังตำรา เขาอ่านมันบนกระดาษ

ในปี2011 มีการสำรวจนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน พบว่าส่วนใหญ่จะอ่านผ่านๆ(บทความเรื่องราว)พารากราฟสองสามแห่งบนออนไลน์ก่อนที่จะสั่งพิมพ์ออกมาในเนื้อเรื่องทั้งหมดเพื่ออ่านโดยละเอียดและในปี2003 มีการสำรวจในเม็กซิโกกับนักศึกษา687คน ที่The National Autonomous University พบว่าเกือบร้อยละแปดสิบชอบการอ่านตำราบนกระดาษมากกว่าจากจอดิจิตอล เข้าใจมันได้อย่างชัดเจน

            เมื่อมาพิจารณาในกรอบของวัจนปฎิบัติศาสตร์* วิถีที่เรารู้สึกเกี่ยวกับหนังสือที่เป็นกระดาษ หรือผู้อ่านบนจออีเลคโทนิคและเส้นทางที่มันรู้สึกได้ในมือเรา จะตัดสินว่าเราจะซื้อหนังสือปกแข็งขายดีที่สุดหรือจะดาวน์โหลดมันจากอเมซอน        จากการสำรวจและรายงานจากผู้บริโภค(ผู้อ่าน)ให้ความเห็นว่ารูปร่างหน้าตาเกี่ยวกับความรู้สึกของการอ่านจากกระดาษสู่ผู้อ่านมากกว่าใครจะคาดคิดได้: ความรู้สึกถึงกระดาษและหมึก ;แผ่นกระดาษที่งอโค้งหรือเรียบด้วยนิ้วของผู้อ่าน; เสียงลักษณะพิเศษเมื่อพลิกหน้าหนังสือ อย่างไรแล้วหนังสือดิจิตอลไม่ให้ความรู้สึกเฉกเช่นนั้น หนังสือกระดาษยังมีขนาดของหนังสือซึ่งมองออกได้ทันที รูปร่างและน้ำหนัก เราอาจอ้างถึงหนังสือปกแข็งเรื่อง “สงครามและสันติภาพ War and Peace” ของ Leo Tolstoy ในฐานะหนังสือขนาดใหญ่ล่ำสัน หรือหนังสือปกอ่อนของ Joseph Conradเรื่องHeart of Darkness ในฐานะหนังสือขนาดบางกระฉับ ในทางตรงข้ามแม้ว่า หนังสือดิจิตอลจะแสดงให้เห็นความยาวจากแถบหรือบาร์เลื่อนหน้าแต่ก็ไม่เห็นรูปร่างความหนาที่ชัดเจน ผู้อ่านคนหนึ่งอาจชั่งน้ำหนักเลือกว่าอ่านหนังสือของ Marcel Proust’s magnum opus หรือเรื่องสั้นรื่องหนึ่งของ Ernest Hemingway นักวิจัยบางท่านได้พบว่าความขัดแย้งไม่ตรงกันเกิดมากพอที่ถูกเรียกว่าความไม่กลมกลืนในความสัมผัสไปหน่วงเหนี่ยวผู้อ่านบางรายจากการใช้เครื่องอ่านอีเล็คโทนิค

          เพื่อที่จะแก้ไขปรับปรุงการเข้ากันไม่ได้เกี่ยวกับความรู้สึกนี้  นักประดิษฐออกแบบหลายรายทำงานอย่างหนักเพื่อให้ผู้อ่านหนังสืออีเล็คโทนิกหรือความจัดเจนต่อเครื่องมืออ่านเข้าใกล้การอ่านจากหนังสือกระดาษเท่าที่เป็นไปได้ หมึกอีเล็คโทนิคเมือนกับหมึกเคมี การวางรูปแบบหน้าจอให้ง่ายของเครื่องอ่านKindle ดูเหมือนกระดาษแผ่นหนึ่งของหนังสือ ไอบุ๊คของแอ็ปเปิล พยายามจำลองการพลิกเปลื่ยนหน้ากระดาษให้เหมือนจริง ลักษณะท่าทางอย่างนั้นเป็นสุนทรียศาสตร์มากกว่าวัจนปฎิบัติศาสตร์

อี-บุ๊คยังคงขัคขวางผู้อ่านจากการอ่านผ่านๆเร็วๆไปข้างหน้าตามอำเภอใจหรือพลิกไปยังบทที่ผ่านมาได้ง่ายเมื่อประโยคหนึ่งวาบแว๊ปความจดจำบางสิ่งที่ผู้อ่านอ่านผ่านมาแล้ว

        นักประดิษฐ์บางรายไม่จำกัดตนเองพัฒนาแค่ให้เหมือนกับกระดาษหนังสือ พวกเขากำลังปรับฐานการอ่านจากหน้าจออะไรบางอย่างโดยสิ้นเชิง การเลื่อนจอภาพอาจไม่ใช่วิถีชี้นำทางตัวหนังสือที่ยาวและหนาแน่น แต่พวกหนังสือพิมพ์(อีเล็คโทนิค)อย่าง the New York Time;the Washington Post,ESPN และสื่ออื่นๆได้สร้างการผาดหัวที่สวยงามน่าดูอย่างที่ไม่เคยปรากฏในการพิมพ์เพราะพวกเขาได้ผสมภาพยนตร์กับตัวหนังสือรวมสคิ๊ปเสียงไปตามการเลื่อนหน้าจอเพื่อสร้างความจัดเจนในภาพเคลื่อนไหว  นักประดิษฐ์ชื่อ Robin Sloan เป็นผู้บุกเบิกวิธีแตะหน้าจอสั่งงาน ที่ขึ้นอยู่บนพื้นฐานปฎิสัมพันธ์ทางสรีระ เพื่อตั้งจังหวะ,ระดับเสียงสูงต่ำ,เปิดหาคำใหม่ๆ,ประโยคและภาพ เมื่อผู้ใช้แตะที่หน้าจอโทรศัพท์หรือจอสัมผัสทัชสกีนแท็ปเล็ตและนักเขียนบางคนกำลังพล็อตเขียนเรื่องนิยาย,เรื่องจริงด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างที่สามารถโต้ตอบได้อย่างน่าทึ่งที่ผู้ใช้จะตัดสินใจเลือกอ่าน,ฟัง,หรือดูต่อไป

       เมื่อมันมาถึงการอ่านอย่างเอาจริงเอาจังบนกระดาษที่ยาวประกอบเป็นตำราโดยไม่มีการเสริมแต่งปลีกย่อย  กระดาษและหมึกอาจจะยังได้เปรียบอยู่ แต่ตัวอักษร,ตัวหนังสือที่เรียบง่ายไม่ใช่หนทางเดียวที่เข้าถึงการอ่าน

แปลจาก “ Why the Brain Prefers PaerScientific American Magazine ,November 2013

    วัจนปฏิบัติศาสตร์ (อังกฤษ: Pragmatics, จากภาษากรีก Pragma แปลว่า "สิ่งของ" หรือ "การกระทำ") เป็นทฤษฎีทางภาษาศาสตร์ที่ว่าด้วยการใช้ภาษาของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์หรือบริบทต่าง ๆ กัน (ศึกษาว่าในสถานการณ์หนึ่ง ๆ ทำไมเราจึงพูดอย่างนั้นและไม่ใช่อย่างอื่น) รวมถึงศึกษาว่าการใช้ภาษาของมนุษย์นั้นมีจุดประสงค์อะไร)