จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562

   เดอะดีฟเว็ป(เว็ปซ่อนเร้น)                                  

                                                                 
                                                                                     
           ในบ่ายของวันที่1 ตุลาคม2013 ชายสูงเพรียวทรงผมยาวรุงรังออกจากบ้านเลขที่ 15 เอเวอนิวส์ ซานฟานซิโกที่เขาเช่าอยู่ 100 เหรียญต่อเดือนเช่าร่วมอาศัยกับเพื่อนสองคนที่รู้จักเขาว่าเป็นนักค้าเงินตราที่ชื่อ โจช เทรเรย ( Josh Terrey) แต่ชื่อจริงของเขาคือ รอส อลูบริชท์ (Ross Ulbricht )  เขาอายุ29ปี ไม่มีประวัติอาชญากรรมเขาสวมเสื้อยืดสีแดงกางเกงยืน มุ่งหน้าไปยังห้องสมุดสาธารณะสาขาเกลน์ปาร์ค(Glen Park )เข้าไปเปิดคอมพิวเตอร์แลนทอป อ่านหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์พลันตำรวจเอฟบีไอนอกเครื่องแบบจู่โจมจับตัวเขาแล้วออกไปจากอาคาร
          เอฟบีไอ ชื่อว่า อลูบริชท์ เป็นนักก่ออาชญากรรมออนไลน์ที่รู้จักกันในนาม Dredd Pirate Roberts(ชื่อที่อ้างมาจากหนังสือและภาพยนตร์)เขาเป็นเจ้าของและผู้บริหารซิวโรด(Silk Road) ร้านค้าออนไลน์ซึ่งประสพความสำเร็จกว้างขวางที่บริการสินค้านอกกฏหมาย อย่างเช่น ยาเสติด บัตรแสดงตนปลอมต่างๆ วัตถุระเบิดและโปรแกรมล้วงข้อมูล พวกเขาสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้โดยไม่ถูกจับเพราะว่า เว็ปเพจ ซิวโรด ตั้งอยู่ในส่วนของระบบอินเตอร์เนต ที่รู้จักกันน้อยมากสุดหยั่งถึง เรียกกันว่า เดอะ ดีฟ เว็ป “The Deep Web
       โดยทางเทคนิคแล้วเว็ปสุดลึกนี้อิงอยู่กับการรวบรวมบรรดาเว็ปไซค์และข้อมูลต่างๆที่เสริจเอนจินอย่างกลูเกิลไม่สามารถทำได้มันสามารถชี้บ่งถึงข้อมูลที่มากมหาศาล มากกว่าเว็ปที่เรารู้จักเสียอีกแต่เป็นอิสระต่อกันอย่างมากเดอะ ดีฟ เว็ป The Deep Web นี้มีแขนงหนึ่งของระบบอินเตอร์เนตที่ซ่อนตัวโดยการเพิ่มจำนวนสินค้าที่ที่หายาก,เว็ปเพจนิรนามมากมายคุณม่สามารถทำอะไรได้หรอกกับ ที่เชื่อมมันกับโลกแห่งความเป็นจริงที่ชี้บ่งที่มาได้ว้นเสียแต่ว่าคุณจะให้มันทำ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นมันแม้ว่าซอฟแวร์ที่คุณเข้าถึงมันและใช้มันจะได้ฟรีและเสียเวลาสั้นๆน้อยกว่าสามนาทีที่ลงโปรแกรมก็ตามถ้าคุณมีส่วนหนึ่งของการกรองตะแกรงกรองที่สามารถถูกพิจารณาขจัดออก นี่แหละเดอะ ดีฟ เว็ป-เว็ปซ่อนเร้น
               มีเหตุผลแน่ชัดหนักแน่นมากที่เดอะ ดีฟ เว็ป ดำรงอยู่ได้ มันเป็นเครื่องมือของพวกนักสืบสปายสาลับ,การบังคับคดีทางกฏหมาย,ผู้ที่ไม่เห็นด้วยทางการเมืองและสำหรับใครบางคนที่ต้องการธุรกรรมส่วนตัวบนโลกออนไลน์ มันจะเพิ่มจำนวนผู้สนใจเข้ามาทุกคนจากการสำรวจเมื่อเดือนกันยายน 2013 โดย Paw Internet&American Life Project  จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เนต86%พยายามจะลบหรือปกปิดประวัติทางดิจิตอลของพวกเขาและ  พยายามหลี่กเลี่ยงการถูกตรวจสอบสังเกตุในออนไลน์จากเจ้านายผู้ว่าจ้างหรือรัฐบาล
          แต่เดอะ ดีฟ เว็ป The Deep Web เป็นแหล่งการกระทำผิดที่หมายปองสถานที่ชุมนุมการกระทำผิดตามบัญญัติกฎหมายโดยเฉพาะเว็ปไซค์ซิวโรดSilk Roadซึ่งมีระบบเงินเสมือนที่ไม่สามารถแกะรอยได้ชื่อบิทคอยล์ Bitcoin (เหรียญดิจิตอล) “ มันอนุญาตอาชญากรทุกประเภท ผู้ที่กระทำในอดีตจำต้องแสวงหาตลาดยาเสพติดอย่างเปิดเผยหรือสถานที่มาชุมนุมร่วมงานอย่างเปิดเผย ” นายแพร็ท พราโรซา(Pract Bharosa) ผู้รับหมอบอำนาจรัฐประจำเขตใต้ของนครนิวยอจค์ซึ่งเป็นเขตรับผิดชอบนำสืบเรื่องของอลูบริชท์เปิดเผยต่อนิตยสารไทม์ว่า เป็นเวลาถึงสองปีครึ่งที่การดำเนินงานของซิวโรดเหมือนอเมซอนแต่จัดจำหน่ายสิ่งผิดกฏหมายให้ลูกค้าเกือบล้านรายทั่วโลกมีมูลค่าถึง1.2พันล้านเหรียญดอลลาร์ ตามคำกล่าวหาต่อนายอลูบริชท์ถึง39 หน้ากระดาษ มีรายได้ราว 80 ล้านดอลลาร์
           ประชาชนส่วนใหญ่ผู้ใช้เดอะ ดีฟ เว็ป The Deep Web ไม่ใช่อาชญากรแต่นักสืบเจ้าหน้าที่รัฐพาลคิดไปว่า The Silk Road เป็นขอบบางๆของเดอะ ดีฟ เว็ปที่มีศักยภาพแห่งฝันร้ายสวรรค์ทางอีเล็คโทนิคสำหรับพวกหัวขโมย,โสเภณีเด็ก,นักค้ามนุษย์,นักปลอมแปลง,มือปืน,ผู้ค้าอาวุธนิวเคลียร์ขนาดย่อมรวมถึงคณะผู้บริหารควบคุมยาเสพติดกระทรวงยุติธรรม, ตำรวจเอบีไอ DEA, ATE, NSA (National Security Agency)
ยอมจ่าย10  ล้านเหรียญดอลลาร์เพื่อสืบค้นหาตำแหน่งที่มาข้อมูลที่เจาะได้อย่างไรซึ่งดูเหมือนเป็นการเย้าเย้ยตนเอง เพราะวงการทหารสหรัฐเองเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา
 พลังความสามารถ
         เรื่องราวเดอะ ดีฟ เว็ป เหมือนนิยายแห่งเทคโนโลยี่ มีลำดับความเป็นมาแบบไม่ตั้งใจ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ1996.   นักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการนาวีสหรัฐ3นาย ได้นำเสนอรายงานในเรื่อง การซ่อนเล้นเส้นทางข้อมูลข่าวสารต่อการปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยแคมบริจ  อังกฤษ รายงานได้แสดงถึงผังแบบทางเทคนิคของระบบที่ซึ่งผู้ใช้สามารถเข้าถึงระบบอินเตอร์เนตโดยไม่ต้องเปิดเผยตนเองให้กับผู้ให้บริการอินเตอร์เนตใดๆก็ตามไม่ว่าเสริพเวอร์หรือจุดถ่ายทอดเว็ป (เราน์เตอร์)ที่ผู้ใช้อาจจะมีการติดต่อสัมพันธ์กันในระหว่างการใช้งาน
        พวกเขาเรียกความคิดนี้ว่า “ ลายเส้นหัวหอม”( Onion routing)เพราะว่าชั้นของการเข้ารหัสที่ล้อมรอบคลุ่มซ่อนเร้นข้อมูลที่ได้ผ่านกลับไปกลับมาปลายเดือนตุลาคม 2003 ความคิดนี้พร้อมที่จะปล่อยใช้ในเน็ตแล้วในรูปแบบ โครงการโอเพนซอสโค้ดที่เรียกว่า TOR =  The Onion Router ซึ่งมันถูกห้ามใช้ ถ้าเดอะ ดีฟ คือหน้ากากงานบอลล์ TOR ก็เป็นเครื่องแต่งกาย มันสง่างามและสร้างสรรอย่างมีประสิทธิภาพอย่างมากมากจนกระทั้งคนที่สร้างมันยังไม่รู้ว่าจะเจาะแยกมันออกได้อย่างไร  
         ในหลายด้าน TOR ก้าวหน้าน้อยกว่าเทียบย้อนหลังกลับไปยุคแรก สำหรับประวัติอินเตอร์เนตที่มีมากมาย ผู้เข้ามาใช้ออนไลน์จะเชื่อมต่อกันอย่างหลวมๆและให้ตัวตนชี้บ่งได้ในโลกแห่งความป็นจริง ระบบอินเตอร์เนตเป็นสถานทีที่ผู้คนสร้างข่าวความเคลื่อนไหวของตนเองเริ่มด้วยชื่อเล่น ชื่อย่อหรือนามแฝง มาถึงปีค.ศ.1990  เว็ปให้ความผูกพันกับผู้คนถึงชีวิตที่สองแต่เหนือสิ่งอื่นใดด้วยการมาถึงเฟ๊สบุคชีวิตของเราบนโลกออนไลน์ได้ผูกติดกันอย่างแน่นกับสภาพที่อยู่นอกออนไลน์(ออฟไลน์)ด้วยมีการแสดงชื่อจริงของเราให้เห็น ปัจจุบันทุกๆแห่งที่เราไป เราควานหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเราประวัติ พฤติกรรมซื้อ รสนิยมในการชมภาพยนตร์ วีดีโอการติดต่อทางสังคมแม้แต่ตำแหน่งที่อยู่ของเราแต่ที่เดอะ ดีฟ เว็ป- เว็ปซ่อนเร้นไม่    
           การที่รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนทุนให้สร้างระบบเช่นนี้มีเหตุผลมากมาย ตำรวจสามารถใช้มันล่อใจ ได้ข้อคิดที่มีประโยชน์บนโลกออนไลน์เปิดเผยโดยผู้ประสงค์ไม่ออกนาม,จัดตั้งปฏิบัติการ์ณค้นหาเว็ปไซค์เถื่อนที่ไม่ระบ่งผู้เป็นเจ้าของ,หน่วยทหารเจ้าหน้าที่นักสืบสามารถใช้เป็นปกปิดการติดต่อสือสาร ฝ่ายมลรัฐต่างๆสหรัฐใช้อบรมต่างชาติที่ไม่เห็นด้วยได้ใช้มัน TOR  ถูกบริหารจัดการโดยหน่วยงานไม่แสวงหาผลกำไรที่อยู่ในแคมบริจด์ รัฐแม็ซสาซูเสด และได้รับการสนับสนุนจากองค์การหลายแห่ง  กลูเกิล,ไนท์ฟลาวเดชั่น(Knight Foundation )แต่เมื่อปีค.ศ.2011เงินทุนร้อยละ 60 มาจากรํฐบาลสหรัฐ
              การบิดพริ้วมาสู่ด้านมืดของเว็ปนี้ เริ่มมาไม่นานหลังจากทีถูกสร้างขึ้นตอนแรกต้นปีค.ศ.2006 เว็ปได้รู้จักกันในชื่อ The Farmer’sMarketตลาดของกสิกร ที่ขายของทุกๆอย่างจากกัญชาถึงยาเสพติดเคดตาไมน์ มันครอบคลุมไปถึง 50รัฐ 34ประเทศ ก่อนที่หน่วยงานกำกับควบคุมยาเสพติด กระทรวงยุติธรรมสหรัฐDEA( Drug Enforcement administration gl)จะยุติมันในเดือนเมษายน 2012 เว็ปนี้ไม่ใช่เพียงแหล่งสำหรับยาเสพติดมีหลักฐานชี้พบว่าพวกจีฮัด Jihadists ใช้สื่อสารผ่านมันและเป็นจุดศูนย์รวมของพวกเครื่อข่ายที่ติดไวรัสคอมฯใช้  เพื่อซ่อนตัวเพื่อหลบซ่อนการตรวจค้น ปัจจุบัน( ปี2013ปีที่นิตยสารไทม์ตีพิมพ์บทความนี้)มันทำงานเพียง  เพื่อค้นหาอาวุธ,โสเภณีเด็ก ในเดือนสิงหาคม   เอฟบีไอ ได้ควบคุมบริษัทที่ชื่อว่า Freedom Hosting บริษัทผู้เชี่ยวชาญใน Deep Website ด้วยข้อกล่าวหาสนับสนุนจัดหาโสเภณีเด็กที่ใหญ่ที่สุดในโลก เจ้าของเป็นชายชื่อEric  Marquee อายุ28 ปีดูเหมือนว่ามาจากไอร์แลนด์
       แต่ซิวโรดแตกต่างจากนั้นแยกแยะให้เห็น มันบริการโสเภณีเด็ก,ของถูกขโมย,ธนบัตรปลอม อย่างไรก็ตามการซื้อขายไม่ใช้เงินดอลลาร์แต่ใช้เหรียญดิจิตอล บิทคอยล์(Bitcoin)
       บิทคอยล์ เหรียญดิจิตอล ปรากฏขึ้นในปีค.ศ.2009มันถือได้ว่าเป็นกระแสเงินตราประเภทใหม่ถูกแนะนำว่าเสมือนเป็นเงินงบประมาณ ทดลองโดยกลุ่มคนที่รู้จักในนามSatoshi Nakamoto   ที่ไม่รู้ตัวตนจริงป็นใคร บิทคอยล์ใช้ได้ในการชำระหนี้เป็นกระแสเงินดิจิตอลแท้ๆ ไม่มีรูปแบบที่จับต้องได้มันมีมูลค่าวัดคำนวณได้จากอุปสงค์และอุปทานและมีค่าตราบเท่าทีตัวบุคคลบริษัท องค์กร ที่เห็นพ้องต้องกันว่าจะใช้มันเพื่อการค้าร่วมกัน
               บิทคอยล์ เป็นสิ่งของในปัจจุบันที่ทรัสต์ในธนาคารและรัฐบาลได้ประณีประนอมยินยอม ผู้ใช้สามารถโอนมันจากกระเป๋าดิจิตอลใบหนึ่งไปสู่อีกใบหนึ่งโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางไม่มีค่าธรรมเนียม กระแสเงินก็กระจายออกอย่างสมบรูณ์ โครงสร้างสถาปัตย์ของมันได้มาจากความสำเร็จของ Napater’sBitterrent และอยู่บนพื้นฐานของ Sophisticated cryptography    บิทคอยล์ เหรียญดิจิตอลเป็นเงินสดสำคัญจำเป็นในอินเตอร์เนตลักษณะสเหมือนที่ไร้นามและยากที่จะปลอมแปลง  เว็ปไซค์ตลาดกสิกร เปราะบางถูกโจมตีได้เพราะมันทิ้งร่องรอยในโลกจริงไว้แต่ซิวโรดSilk Roadไม่
     เช่นเดียวกับTOR  บิตคอยส์ถูกต้องตามกฎหมายที่จะคงอยู่มีเหตุผลคงอยู่ ตราบเท่าที่บางคนสามารถพูดว่ามันถูกใช้เริ่มแรกเพื่อวัตถุประสงค์ที่ถูกกฏหมาย  การลงบัญชีหนี้สินทางธุรกิจ ตอนนี้มีการยอมรับมัน อย่างเช่นเว็ปไซคนัดหาคู่(OK Cupid)และบาร์แห่งหนึ่งในนิวยอร์ค แต่การออกใช้บิตคอยน์ในรูปดิจิตอลถูกโจมตีจากผู้คนนิรนามในเดอะดีฟเว็ปได้ช่วยกันสร้างเพล็ตฟอร์มที่มีศักยภาพของอาชญากรรมที่ไม่เหมือนใครในโลกแห่งความจริงหรือโลกสเหมือนจริงที่เห็นอยู่ ศักยภาพนี้ถูกรับรู้ได้โดยนาย รอส อลูบริชท์The Dreed Pirate Roberts
JOHN GALT 2.0 
    รอส อลูบริชท์Ross Ulbricht เจริญเติบโตที่รัฐเท็กซัสเป็นเดินทางไปศึกษาวิชาฟิสิกชที่มหาวิทยาลัยแท๊กซัสในดักลาส เคยศึกษาในโรงเรียนเศรษฐศาสตร์ ออสเตรีย อลูบริชท์จำเลยผู้ถูกจับนี้ได้รับปริญญาโทสาขาวัสดุศาสตร์ ( material science)และวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัยเพนนิซีวาเนีย เพื่อนๆกล่าวถึงเขาว่าเป็นคนเรียนเก่งและพิถีพิถันเขาไม่ทำตัวเป็นจุดเด่นชอบอยู่เบื้องหลังเสียมากกว่า
ภายหลังจบการศึกษา  ได้สนใจในเรื่องอินเตอร์เนตมีความคิดที่จะนำมาเป็นตลาดเสรี เขาแอนตี้รัฐบาลและบันทึกในโปรไฟล์ของเขาว่า “ระบบที่แพร่ขยายโดยใช้อำนาจอย่างมากอยู่ท่ามกลางสถาบันต่างๆในรัฐบาลวิธีที่ดีที่สุดที่จะเปลื่ยนรัฐบาลคือการเปลื่ยนใจผู้ควบคลุม( เจ้าหน้าที่รัฐบาล)อย่างไรก็ตามเพื่อให้สุดทางตรงนั้นผม คนแรกกำลังสร้างแบบจำลองเศรษฐศาสตร์ที่ให้ประชาชนทดลอง ที่ว่ามันอาจดูเหมือนอาศัยอยู่ในโลกที่ไม่มีระบบของอำนาจบังคับ ”
         ภายหลังจบการศึกษาจากเพนน์สเตท ในปี ค.ศ.2009 อลูบลิชท์ ไปที่ซิดนี่ ออสเตรเลียเพื่อเยื่ยมเยืยนพี่สาว ที่นั้นเขาได้ก่อตั้งซิ้วโรดและเปลื่ยนชื่อตัวเองให้เป็น The Dreed Pirate Robertsหลังจากนั้นขบวนการผู้ค้ายาได้พร้อมปฏิบัติการบนดีฟเว็ป แต่ธุรกิจของเขาเกือบล้มลงจากเหตุผลสทองประการคือ
หนึ่งเงินที่ใช้ซื้อขายทำให้เกิดชี้บ่งและสองมันยากเกินไปที่จะสร้างความเชื่อถือกับลูกค้าแต่โรเบริต์(ชื่อในซิวโรด)แก้ปัญาทั้งสองด้วยระบบเนื้อเยื่อสองชั้นของผู้ประสงค์ไม่ออกนามที่สร้างจากโปรแกรมTor และการใช้เงินบิตคอยน์เหรียญดิจิตอลเงินเสมือนที่ติดตามไม่ได้ เพื่อสร้างความไว้วางใจให้ลูกค้า โรเบริต์ยังนำแบบเทมเพลตจากอเมซอลและอีเบย์มาเป็นแม่แบบกับเว๊ปไซด์
        ผู้ที่ใช้ซิวโรดอธิบายการใช้อย่างชำนาญ การปฏิบัติทำได้อย่างสมบรูณ์แบบทั้งภาคขายและภาคซื้อให้ให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็น  ลูกค้าคนหนึ่งกล่าวว่า ”เมื่อผมจะตัดสินใจจะซื้อหรือขายหรือไม่ ผมจะเข้าไปอ่านที่หน้าเฟตบุคของพวกเขาดู   เช็คเรทติ้งจากสองสามเดือนก่อน” เขากล่าวต่อ “ผมไปที่แผงเสนอติดต่อทบทวนแสดงความเห็นจากผู้มีความต้องการอยู่กับสิ่งนั้นๆ ผมไปที่  avenger’s thread ที่ชุมชน  Silk Road ติดประกาศผลทดลองสินค้าจากห้องแล๊ปและเมื่อมีการซื้อขายเปลื่ยนมือเกิดขึ้น ไม่มีปัญหาก็มีระบบแก้ไขข้อขัดแย้ง เหมือนร้านขายขนมลูกกวาด” ผู้ใช้กล่าว
         การจัดส่งสินค้ามาสู่โดยเมล์พัสดุปกติ “ มันดูเหมือนเมล์ขยะทั่วๆไปหรือข้อมูลเลื่อยลอยไปมาหรือการให้คำปรึกษาที่ยัดเยือดเข้ามา”ผู้ใช้คนหนึ่งอธิบาย “โดยปกติเมื่อเปิดหีบบรรจุออกมาตุณยังคงไม่รู้ว่ามียาเสพติดข้างในเว้นไว้แต่ว่าคุณจะค้นหามัน” ชุมชนที่ซิวคโรดจะมีกลุมวัฒนธรรมย่อยของตัวเองซึ่งขมึงเกลียวพันกับขบวนการเมือง
   “หลายความคิดคำนึงขมึงเป็นเส้นด้ายเดียวของคำถามทีที่ว่าเราอยู่ณ.ตรงนั้นที่ Dark Web เพื่อยาเสพติดหรือการปฏิวัติ” ผู้ใช้เว๊ปไซค์รำพึง
ประชาชนส่วนใหญ่ตอบกลับว่า“ มาเข้าเว๊ปเพื่อหายาเสพติดแต่คงอยู่เพื่อการปฏิวัติ” Dread Pirate Riebertoหรือที่เรียกย่อๆว่า DPR ถูกห้อมล้อมจากลูกค้าซิวโรดในฐานะของผู้ต้านการตั้งสถาปนา
      ซิวคโรด(Silk Road) เริ่มปฏิบัติงานในเดือน มกราคม 2011 อย่างเงียบๆลึกลับด้วยโปรแกรมTor ที่ทำให้มันเป็นไปได้ไม่ว่าเข้าออก เว็ปไซค์อย่างปราศจากร่องรอยทำไมต้องบ่นตำหนิไปว่าการหลบซ่อนเป็นสิ่งไม่ดีสำหรับธุรกิจ  พวกเอฟบีไอติดตามRose Ulbricht ครั้งแรกในเดือนตุลาคม บางคนในชื่อ Altoid  ได้เห็นการโปโมตส่งเสริม Silk Road ในห้องสนทนา หลังจากนั้นในชุมนุมบิตคอยน์ Altoidได้โฆษณาหาเพื่อนเพื่อจัดตั้งบริษัทสนับสนุนบิตคอยน์ หลัง Ulbricht ได้รายชื่ออีเมลล์ไว้เพื่อการติดต่อ
       อลูบริชท์Ulbricht ได้ทิ้งข้อมูลความจริงมากมายสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐบาล บัญชีกลูเกิลของเขาเชื่อมโยงกับไซค์บางไซค์บางวีดีโอ เช่นจาก Ludwig Von Mises Instituteที่ Dread Pirate Robertได้อ้างถึง   เอฟ.บี.ไอ.ได้บันทึกจากกลูเกิลที่แสดงว่าอลูบริชท์ ได้เจาะเข้าระบบจีเมลล์ของเขาที่ซานฟานซิสโกเสริฟเวอร์ที่โรเบริต์ขอเข้าซิวคิ์โรดแสดงถึงIP adressที่สัมพันธ์สืบเนื่องกับร้านกาแฟในSan Francisco อลูบริชท์ได้โพส์ตข้อความร้องขอความช่วยเหลือโดยรหัสคอมพิวเตอร์บนเว็ปไซค์ที่ต้องกันกับ นักคอมพิวเตอร์อีกครั้งที่ใช้ชื่อ(จริง)ของเขา เขารีบเร่งเปลื่ยนหมายเลขแสดงตนผู้ใช้user ID ไปยัง ‘frasty’แต่ก็พลาดจนได้ที่ว่ารหัสโค้คนั้นวกหวนกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเว็ปไซค์ ซิวคโรด
       ตั้งแต่นั้นมาเครื่อข่ายก็เกิดอับจนและยุ่งเหยิง ในเดือนมกราคม 2013 ลูกค้าซิวคโรดคนหนึ่งได้ขโมยบิทคอยส์จากผู้ใช้และพยายามที่จะให้ถูกจับในอีกข้อหาหนึ่ง โรเบริต์ได้ชี้แจงต่อผู้สอบสวนไม่ได้รู้เห็นมาก่อนถึงผู้ใช้เว็ปแล้วถูกขโมยบิทคอยส์จากลูกจ้างเว็ปแล้วถูกฆ่าหลังจากคืนเงินบิทคอยส์แล้ว นี่คือปฏิบัติการแอบแฝงของเอฟ.บี.ไอ.ที่ล่อซื้อยา ส่งรูปปลอมของโรเบริต์เพื่อพิสูจน์เป็นฆาตกรได้ผล โรเบริต์ส่งเงิน80,000 จากนั้นมาเส้นใยเครื่อข่ายก็ยุ่งเหยิงและอับเฉา ในเดือนมกราคม 2013 ลูกจ้างซิวคโรดผู้หนึ่งได้ร่วมขโมยเหรียญดิจิตอลจากผู้ใช้ไปและพยายามที่จะให้ถูกจับในอีกข้อหาหนึ่ง โรเบริต์ได้แจ้งต่อผู้ตรวจสอบเว็ปไซค์ที่ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน ติดต่อให้สัญญาอย่างลับๆกับลูกค้าว่า จะนำลูกจ้างคนนั้นมาทรมานเพื่อให้คืนเหรียญดิจิตอลก่อนแล้วฆ่าเสีย นี่ไม่ใช่ความคิดของผู้ที่ยึดหลักแห่งเสรีภาพแต่เป็นลักษณะพวกต่อต้านสังคมจิตแปรปรวน โรเบริต์ไม่รู้หรอกผู้ที่เขาติดต่อด้วยคือ เจ้าหน้าที่เอฟ.บี.ไอ.ปลอมตัวมาล่อซื้อยาเสพติดแล้วส่งภาพปลอมเหยื่อถูกฆ่าให้โรเบริต์ โรเบริต์ด้วยความพอใจส่งเงิน 80,000ดอลลาร์
         จากการเปิดเผยผลพิสูจน์ของ เอฟ.บี.ไอ คริฟโตเฟอร์ ทาร์เบล ผู้นำสืบผู้ใช้ซิวคโรดรายหนึ่งในประเทศแคนนาดาเริ่มแบ็ลเมล์(หักหลัง)โรเบริต์ ถูกโจมตีข้อมูลรั่วไหลที่เกี่ยวข้องกับลูกคทั้งหมดของเว็ปซค์ โรเบริต์ก็ตอบสนองโดยจ่ายให้กับคนบางคนในออนไลน์ที่ใช้ชื่อปลอมว่า แดงและขาว(red and white) เงินจำนวน x150,000 เหรียญในรูปแบบของบิทคอยส์เป็นค่าจ้างฆ่าผู้ที่ทำการแบ๊ลเมย์โรเบริต์   โรเบริต์ได้รับรูปถ่ายของผู้ที่แบ๊คเมย์เขาด้วยแต่ตตำรวจแคนนาดาไม่สามารถชี้บ่งผู้ที่อยู่ในรูปว่าตรงกับเหยื่อ(ลูกค้า)ที่จะถูกฆ่าได้สักราย ในเดือน มิถุนายน 2013 โรเบริต์ได้สั่งชุดแสดงตัว(บัตรIDปลอม) จาก” แดงและขาว “ต่อมาในเดือนนั้นเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐเปิดหีบพัสดุจากแคนนาดาพบว่ามีบัตรแสดงตนปลอม9ชุด มีภาพ อลูบริชท์ แต่วันเกิดของเขาด้วยห่อพัสดุจ่าหน้าที่อยู่ อลูบริชท์ด้วย
     เน็ตจึงถูกปิดตัวทันทีในเดือนกรกฏาคม เอฟ.บี.ไอล้วงแฮ๊กข้อมูลหนึ่งในเสริฟเวอร์ของซิวคโรดอยู่ในต่างประเทศ(ชื่อขอสงวนไว้ไม่เปิดเผย)ได้บรรจุสำเนาบรรดาอีเมล์ทั้งหลายของ โรเบริต์รวมถึงบันทึกการโอนถ่ายทั้งหลายกับไซค์ที่ก่อตั้ง ในวันที่ กรกฏาคม เจ้าหน้าที่รักษามาตุภูมิเคาะประตูบ้านอูลบริชท์ เขายอมรับว่าใช้ชื่อปลอม
       เจ้าหน้าที่ดำเนินการจู่โจมอื่นอีกในวันที่31กรกฏาคมที่คอนโดผู้เกี่ยวข้องบริเวณซีแอทตัล เป็นพ่อค้าติดต่อขายยา meth coke Heroinผ่านซิวคโรด พวกเขาควบคุมตัวอย่างหละหลวมและปล่อยตัวไปในฐานะผู้ให้ข้อมูล วันที่ 1ตุลาคมสองปีหลังจากพวกเขาสะกดรอยตามอูลบริชท์ไปยังGlen Park Library และเข้าจับกลุมต้วเขา เอฟ.บี.ไอกล่าวหาในฐานะผู้มีส่วนร่วมทำผิดด้วยหลักฐานบนจอแล็ปท๊อป
ตัวอย่างเว๊ปไซค์พวกกระทำผิดกฏหมาย(ภาพจากTIME Magazine  ,November 11,201)

ความจริงและผลที่ตามมา

        หลายหน่วยงานในรัฐวอชิงตันประสบความลำบากยุ่งยากโดยความจริงที่ว่ามันใช้เวลานานและพยายามอย่างยิ่งที่จะปิดเว็ปไซค์ที่ผิดกฏหมายเว๊ปหนึ่งที่อาจดำเนินการโดย Walter White
        เอฟ.บี.ไอ ทำหน้าที่รักษาดูแลความเรียบร้อยร่วมกับอินเตอร์เนตแบบตั้งรับ กฏหมายที่บ่อยครั้งล้าสมัย เช่นกฏบัตรแห่งการบังคับกับเครื่องช่วยอุปกรณ์การสื่อสารซึ่งออกบังคับขบวนการรับประกันที่รู้กันในนาม CALEA ( Communications Assistance for Law Enforcement Act )ผ่านรัฐสภาปี1994 เมื่อถึงค.ศ.2014 ก็ครบ20ปีแล้วนาย Marcus Thomasพูดในฐานะอดีตผู้ช่วยอำนวยการฝ่ายเทคโนโลยี่ของเอฟ.บี.ไอ ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาSubsentio หน่วยองค์กรที่ช่วยบริษัท(เสริฟเวอร์)ทำตามCALEA”มันจะเป็นเรื่องเข็มงวดจำเป็นที่ต้องอัพเดทให้เป็นปกติด้วยสภาพแวดล้อมปัจจุบัน”
          ถึงแม้จะหลีกหนีโดยเครื่องช่วยชำนาญการอย่างTor มันยังมีหลายวิธีการเทคโนโลยี่ และกระแสหลักที่อาชญากรสามารถซ่อนการปฏิบัติของพวกมันได้ อย่างเช่น โทรศัพท์ระบบดาวเทียม,การส่งข้อมูลระบบPinบนเบล็คเบอร์รี่หรือแม้แต่ Apple I Messaging forensicc,และthe instant-messaging service on iPhone and iPad “DEA(Drug Enforcement Administration) ปฏิบัติการล้มเหลวในเดือนเมษายนเมื่อไม่สามารถจับi-message  บน wiretap ได้ศาสตราจาร์ยโดลลิเวอร์ (Diana Summers Dolliver )แห่งมหาวิทยาลัย Alabama ฝ่ายอาชญากรรมยุติธรรมผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ทำงานให้DEAกล่าวว่า “แน่ละ ดังนั้นพวกคนซึ่งเป็นคนร้ายลอยนวลพร้อมกับ iPhone และรหัสซ่อน i-Message
         เอฟ.บี.ไอ.ไม่พยายามที่จะฟังทุกอย่างที่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ(National Security Agency) ชื่อย่อว่า เอ็นเอสเอ (NSA)กล่าวถึง เพียงแต่เฝ้าดู เพื่อได้มาหลักฐานภายใต้กติกาCALEA แต่นั้นดูเหมือนไม่ง่าย
“ สิ่งแรกเมื่อคุณมีความคิดว่าพวกเขาใช้คอมพิวเตอร์สุดท้ายแล้วไปในทางที่ผิด คุณไม่สามารถจับคอมพิวเตอร์ได้ด้วยการกระทำนั้น ” ศาสตราจาร์ยโดลลิเวอร์ กล่าว “ ดังนั้นขั้นแรก ปิดกั้นเส้นทาง จากนั้นเมื่อยึดคอมพิวเตอร์ของพวกเขามันจะได้งานกี่ยวพันธ์กับกฏหมายและการบังคับใช้เพื่อหาผู้กระทำ ”มีหลายบริษัทที่สร้างธุรกิจเฉพาะบริการลูกค้าผู้ใช้ด้วยความเป็นส่วนตัวและปกปิด กลุ่มที่สนใจอย่าง Center for Democracy and Technology โต้แย้งว่า หากสร้างเทคโนโลยี่ใหม่ๆตามกติกาCALEAจะปิดกลั้นนวตกรรมใหม่ๆก่อเกิดเส้นทางลับเพื่อบังคับใช้กฏหมายสามารถทำให้ระบบมั่นคงจากการโจมตีของแฮกเกอร์ได้
        เป็นเวลาหลายปีที่เอฟ.บี.ไอดำเนินการกับนักสืบอื่นๆบนสมมุติฐานที่จะทำให้CALEAทันสมัย ในที่สุดพวกเขายื่นเสนอต่อทำเนียบขาวในเดือนเมษายน เอฟ.บี.ไอไม่ให้ความเห็นในรายละเอียดแต่กล่าวโดยทั่วไปมีความเห็นไม่บังคับบริษัทให้เปิดเผยข้อมูลแบ่งรับแบ่งสู้กับพวกเขาเพิ่มงินสินไหมทดแทน(ค่าปรับ)กับพวกที่เทคโนโลยี่ไม่ปฏิบัติตามที่เอฟ.บี.ไอร้องขอ ถ้าข้อเสนอต่อรองมีเหตุผล เวลาคือตัวปัญหา การรั่วไหลข้อมูลของ นายEdward Snowden เกิดขึ้นเมื่อ 5มิถุนายน เกือบอีกครั้งที่ความคิดเกี่ยวกับการตรวจสอบทางอีเล็คโทนิคจากรัฐบาลแบบง่ายกลายเป็นการแพร่กระจายทางการเมือง
    ในปีค.ศ.2012 เอฟ.บี.ไอได้ร่วมมือกับ DEA,ATFและU.S.Marshale&Service ตั้งศูนย์กลางNDCAC(Nationl Domestic Communications Assistance)ด้วยเหตุผลตามคำกล่าวที่ว่า “ การเปลื่ยนแปลงในปริมาณและความซับซ้อนของการบริการสื่อสารเทคโนโลยี่ใหม่ๆแสดงให้เห็นความเร่งด่วนการท้าทายใหม่ๆที่จะบังคับกฏหมายสามารถเข้าถึง,ขวางกั้น,เก็บรวบรวมและดำเนินการสื่อสารทางสายหรือทางอีเล็คโทนิคกับพวกที่เคารพเชื่อฟังกฏหมาย ” ในการนี้ เริ่มด้วยงบประมาณ54 ล้านเหรียญในปีงบ 2013และมุ่งช่วยให้การบังคับกฏหมายเข้าถึงพื้นที่เว๊ปที่ไม่เคยตรวจพบได้
          เอฟ.บี.ไอ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่เพียงหน่วยงานเดียวที่กังวลเรื่องเดอะ ดีฟเว๊ปเพียงหน่วยงานเดียว คณะกรรมการสภาสูงก็กำลังค้นหากองทุน IRSที่เกี่ยวข้องกับกระแสเงินตราเสมือน,ตรวจหาผู้มีศักยภาพหลบเลี่ยงภาษี แหล่งข่าวจากสภาสูงกล่าวว่า บิตคอยน์ปรากฏที่วอชิงตันด้วยความท้าทายที่มากับมัน บิตคอยน์จะเป็นกระแสเงินตราหรือไม่?มันจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายได้ทั่วไปหรือไม่?ผู้ค้าบิตคอยน์ให้บริการโดยธนาคารหรือตามสายสื่อสารได้หรือไม่?
กระเทาะเปลือก
            การจับคลุม อลูบริชท์เริ่มแพร่กระจายการจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับเดอะดีฟเว๊ปรายอื่นๆ ในวันที่8 ตุลาคม ตำรวจสวีเดนจับชายสองคนในข้อหาขายกัญชาบนซิวคโรดและมากกว่าสี่คนถูกจับในอังกฤษในวันเดียวกันข้อหายาเสพติด “การจับกุมครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดเจนไปยังอาชญากร”หัวหน้าหน่วยอาชญากรรมแห่งอังกฤษกล่าว “อินเตอร์เนตซ่อนเร้นไม่ซ่อนเร้นและการไร้ชื่อบ่งผู้เข้าใช้ไม่มีอีกแล้ว เรารู้ว่าคุณอยู่ไหนกำลังทำอะไรและเราจะจับพวกคุณ ”
            มันเริ่มกระจ่างชัดว่า เป็นความจริง หนึ่งในเอกสารที่รั่วไหลออกมาจากการนำเสนอของ สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติNSAเดือนมิถุนายน2012เกี่ยวกับTorอธิบายความยากถึงการเจาะหาแยกตรวจTorพูดได้ว่า “ เราจะไม่เคยสามารถกำหนดตัวผู้ใช้Torใดๆในเวลาใดๆได้เลย ” แม่แบบของดีฟเว๊ปที่อลูบริซท์สร้างขึ้นยังคงเป็นเทคนิคทีมีประสิทธิภาพ  ซิวคโรดตั้งฐานบนเวอร์ชั่นของไซค์เก่าแต่บวกเพิ่มระบบรักษาในความปลอดภัยออกเวอร์ชั่นในวันที่5พฤศจิกายน
              Torเองก็เหลืออยู่ในตำแหน่งที่ผิดแปลก จากการได้เงินทุนบางส่วนของงบประมาณรัฐขณะที่หน่วยงานรัฐ เอฟ.บี.ไอและสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติก็พยายามเจาะมันแต่ก็เป็นวิสัยที่ลังเลจะกล่าวโทษเทคโนโลยีของมันเองสำหรับซิวคโรดมันไม่ได้ผิดโดยชาติกำเนิดกับผู้คนใดๆบนอินเตอร์เนต,กับกระแสเงินบางชนิดอย่างบิตคอยน์ก็เหมือนกับเงินสดที่ไม่ผิดโดยกำเนิด แต่มันจะเกิดเรื่องขึ้น
เมื่อยอมให้ยาเสพติดมาค้าขาย,ให้ฟอกเงินและการว่าจ้างมือปืนเกิดขึ้น
        แน่นอน อะไรที่จำเป็นสำหรับTorหรือโปรแกรมที่เหมือนTor ก็ไม่จางหายไปอินเตอร์เนตกำลังเป็นสถานที่ส่วนบุคคลที่แผนธุรกิจหลายพันล้านถูกสร้างบนบริษัทที่มีความสามารถเฝ้าสังเกตุเก็บเกี่ยวจำนวนเล็กน้อยสุดท้าย ที่ละน้อยมากขึ้นและการกระตุ้นพฤติกรรมของผู้บริโภค
       สิ่งที่ทำให้ยากต่อการชี้บ่งตำแหน่งเดอะดีฟเว๊ป คือการตัดขวางหลายๆทรงกลมที่ใช้จำกัดขอบเขตแยกกัน ความเป็นส่วนตัว ความเป็น สาธารณะ  บุคคลทั่วไป บุคคลมืออาชีพ และการเมืองทั้งหมดอยู่ในเวลาเดียวกัน มันเป็นทางวิถีที่พิเศษอัดเส้นใยแห่งชีวิตของพวกเราที่แตกต่างมารวมกันในเส้นทางท่อเดียวนำตรงไปสู่การศึกษาและผักผ่อน มันเป็นไปไม่ได้เกือบทั้งหมดสำหรับกฏหมายที่กระตุ้นให้แยกห่างออก ตอนนี้เราติดกับดักอย่างไม่น่ายินดีระหว่างสองคตินิยม ผู้คนที่ไม่ปรากฏชื่อเต็มไปด้วยความสุขบนเน็ตเป็นการประทับใจครั้งแรก กับ การควบคุมเห็นได้ทุกส่วนที่กำลังจะเกิดขึ้น  มันแย่ที่สุดกับโลกทั้งสองด้าน เดอะดีฟเว๊ปให้ความเป็นส่วนตัวมากเกินและการหยุดพักของ เว๊ปก็ไม่พอ
                              -----------------------------------------------------------------------------
 แปลเรียบเรียงจาก The Deep Web,TIME Magazine  ,November11,2013

วันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560

หรือว่า บริษัทพร็อคเตอร์แกรมเบิลP&Gจะแตกแยก

            ในวาระการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี เดือนตุลาคม 2560 บริษัทP&G มีความขัดแย้งต่อสู้ที่รุนแรงระหว่างผู้ถือหุ้นนักกิจกรรม เนลสัน เพลทซ์( Nelson Peltz)  กับ เดวิส เทเลย์ (David Taylar)ผู้บริหารระดับสูง,อีโอของบริษัท 
              ที่จริงทั้งสองคนเห็นพ้องกันว่าพร็อคเตอร์แกรมเบิลP&Gจำต้องถูกซ่อมแซมแต่ไปในทิศทางกันคนละแนว
               
               บริษัทพร็อคเตอร์แกรมเบิลP&Gมีผลประกอบการที่ต่ำกว่าประวัติที่ผ่านมา นานนับสิบปีแม้ว่ายอดขายจากการบริหารของเทเลย์พุ่งสูงขึ้นบ้างแต่ความจริงบริษัทกำลังทะลักออกมา หลายปีที่ P&Gเป็นบริษัทธุรกิจที่ซบเซาเฉลี่ยชา มันเคยผ่านสถานะการ์ณยุ่งยากมาก่อนเหมือนอย่างเช่นธุรกิจชั้นนำในสหรัฐอย่าง IBM, General Motor,Sears.Kodaxแล้วผ่านจุดปรับเปลื่อนมาแล้วทั้งสิ้น ปัจจุบันอยู่ในคำถามว่าจะกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ได้เหมือนเดิมหรือไม่หรือดำเนินการอยู่รอดต่อไปตกต่ำให้น้อยลง เนลสันและ เทเลย์ ทั้งสองรู้แก่ใจว่าจะต้องทำอะไรตามยุทธศาสตร์ของเขาอย่างมีเหตุผลที่แตกต่างกัน
ข้อพิจารณา  ความท้าทายสูงสุดก่อนที่เศรษฐกิจสหรัฐจะอยู่โค้งซบเซาต่ำสุด หุ้น บริษัทP&G มีผลประกอบการที่แย่มาก ขณะที่ธุรกิจผลิตภัณฑ์บริโภคทั้งหมดตกต่ำ บริษัทP&Gเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใหญ๋ก็ตกต่ำกว่าคู่แข่งหลักด้วย อย่าง ยูนิลีเวอร์ Unilever, คอลเกตปามล์โอลีฟ Colgate Palmolive, แฮงเกล Henkel อื่นๆ ผลิตภัณฑ์หลายยี่ห้อของP&G อย่างเช่น Pantene,Gillete,Crest สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดไป การเติบโตขององค์กรถูกประเมินว่าอยู่แค่ 2%เมื่อปีงบประมาณที่แล้วและอยู่ในระดับ2-3%ของปีนี้ตัวเลขนี้ต่ำกว่าคู่แข่งและก็ไม่สามารถชดเชยกับค่าเงินเฟ้อได้นั้นหมายถึงไม่ได้เติบโตเลยแต่ตัวชี้วัดที่ไม่ใช่ค่าทางบัญชีกลับเลวร้ายกว่า  ปัจจุบันคนรุ่นใหม่หนุ่มสาวอาจไม่วาดภาพว่า เป็นบริษัทนายจ้างผู้เจิดจรัสกว่าบริษัทอื่นใดในโลก พนักงานผู้หนึ่งที่ได้ออกจากบริษํทไปแล้วหวลคิดคำนึงใคร่ครวญว่า “ เมื่อฉันได้มาร่วมงานมันคือ กูลเกิล,อเมซอล,โกลด์แมน ในปัจจุบัน มันแสดงให้เห็นว่าเราเป็นบริษัทที่ดีที่สุดในโลก เราสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด เราปรับปรุงคุณภาพชีวิตผู้คนเราเป็นผู้นำการส่งออกทั่วโลก มันยากที่จะเข้ามาทำงานที่นี่ได้พวกเขาคัดเลือกด้วยการสัมภาษณ์ทีเยื่ยมแต่มันไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว ”
                มีข้อมูลยืนยันดังนั้น กลับไปปีค.ศ.1996 จากการสอบถามสำรวจประจำปีของนิตยสารฟอร์จูน บริษัทP&Gเป็นบริษัทอเมริกันที่น่าชื่นชมอันดับสองรองจากโคาโคล่า เมื่อปี ค.ศ.2009ก็มาอยู่ในอันดับ6ของโลกหลังจากนั้นก็ตกชั้นมาเรื่อย ปัจจุบันอยู่ในลำดับที่19ก่อนที่เนลสัน เพลทซ์รณรงค์ให้มีการเลือกตั้งบอร์ด
               แน่ละบริษัทส่วนมากจะยินดีเมื่อมาอยู่ในลำดับ19ของโลกท่ามกลางระหว่างบริษัทที่น่าชมเชยยกย่องที่มีมูลค่าตลาดรวม220ล้านล้านเหรียญสหรัฐนี่เป็นตราแห่งชัยชนะและนั้นก็เป็นปัญหาใหญ่ P&Gไม่ได้อยู่ในสภาพวิกฤกติแต่อาจจะถ้าองค์กรยอมจำนนอยู่ในอำนาจเชื่อฟังอารมณ์คุมทิศทางองค์กรที่กำลังตกต่ำด้วยตนเองเน้นมองไปตามกระแสมากกว่าคำนึงถึงแนวโน้ม เราสามารถชี้ให้เห็นการดำเนินการที่ดีของบริษัทหลายอย่าง บริษัทมีผลิตภัณฑ์หลากหลายอยู่ในหลายประเทศ อย่างไรก็ตามบริษัทผลาดเป้าหมายหลายแห่งที่กรรมการบอร์ดได้ตั้งให้ไว้กับผู้บริหารระดับสูงในผลประกอบการรอบสามปีนี้  สำหรับรอบสามปีถัดไปบอร์ดแจ้งว่าเป้าการเติบโตองค์กรเฉลี่ยต้อง2.8%ต่อปีแม้ว่าเทเลย์คาดหวังว่าตลาดเติบโตได้3%-3.5%ต่อปี ดังที่อดีตผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่งกล่าวว่า “ พวกเขาตั้งเป้าไว้เพื่อสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด ”






ใน4,5ปีที่ผ่านมา P&Gได้กระชับองค์กรโดยขายกิจการแบร์ดต่างๆที่ขนาดเล็กทำกำไรน้อยออกไปขณะที่กำไรเติบโตแต่องค์กรก็ต้องเสียส่วนแบ่งการตลาด( จากรูปกราฟกลางปี2014กำไรเริ่มสูงขึ้นถึงปี2016ขณะที่รายได้จากยอดขายลดลง )
รูปภาพจากIs it time for P&G to break up?นิตยสาร  Fortune ,December1,2017

           การกู้ชื่อสถาบันอันเก่าแก่ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ถ้าจะต้องทำจุดเริ่มแรกที่ดีทีสุดก็คือวัฒนธรรมบริษัทที่ยึดมั่นแข็งแกร่งความภาคภูมิและเสียสละทุ่มเทชีวิตไปกับงานเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จของบริษัทแต่มันก็ไม่ได้ปรับตัวเมื่อสภาพแวดล้อมเปลื่ยนไป มันกลายเป็นเบรคไม่ใช่คันเร่ง ในโลกแห่งการรบกวนจากดิจิตอลและพฤกติกรรมผู้บริโภคที่ผันเปลื่ยน แผ่กว้างออกไป 
            บริษัทเองก็ตะหนักถึงความท้าทายมาเมื่อสี่ปีที่แล้ว ได้ปรับเปลื่ยนวัฒนธรรมมาตั้งแต่นั้น เทเลย์ออกเสียงให้มีการเปลื่ยนแปลงโดยเร็วให้นำคนนอกเขามาในตำแหน่งสูงแต่วัฒนธรรมเดิมที่มีมาปฏิเสธิ์ คนนอกมานานแล้ว เพราะพวกเขาไม่เข้าใจธรรมเนียมองค์กรแม้P&Gได้นำบริษัทนอกกลุ่มอย่าง มานานแล้วแต่ก็มีผู้บริหารระดับสูงเหลืออยู่น้อยเพลทซ์พูดกับเทเลย์ว่าถ้าเราไม่สามารถนำบุคคลจากภายนอกมาในเป็นผู้บริหารระดับสูงได้ เราก็จะตกต่ำ
            สำหรับผู้ลงทุน,ผู้ถือหุ้นหลายคนได้วิจาร์ณไว้ว่า ทั้งเพลทซ์ และ เทเลย์ ที่จริงก็ไม่เข้าใจความยุ่งยากของ P&Gอย่างแท้จริงหรอก พวกเขาเสนอว่าทางแก้ไขก็คือ การแก้ไขที่พวกนักกิจกกรรมทั้งหลายรวมเพลทซ์ด้วยทีมีความต้องการเสมอทางใดก็ตามในการแตกบริษัทซึ่งก็สอดคล้องกับความเห็นของนักวิเคราะห์มีชื่อของสถาบันการลงทุนแห่งหนึ่งของอเมริกา
            บริษัทใหญ่ๆอ้างเหตุผลกันว่า การที่จะประสพความสำเร็จในการเสริมพลังแห่งคุณค่า,ความมีประสิทธิภาพต่อขนาดของการผลิตได้ก็โดยการรวมกันของธุรกิจที่หลากหลาย นักวิเคราะห์มีชื่อของสถาบันการลงทุนแห่งหนึ่งของอเมริกาเห็นแย้งว่านั้นเป็นภาพหลอกลวง มีผลิตภัณฑ์หลายยี่ห้อที่บริษัทยักษ์ใหญ่ถอดออกไปให้ผู้อื่นอย่างเช่น Clairol,Wella,Covergirl..ที่ ขายให้กับบริษัทCoty เมื่อปีที่แล้วทำผลงานดีให้กับบริษัทขนาดเล็กเขากล่าวว่า” ถ้ามีใครสักคนคำนวณดูบนยอดกำไรและต้นทุนและนำมาเปรียบเทียบกับบริษัทคู่แข่งที่เล็กกว่าจะรู้ว่า P&G เป็นองค์กรที่ไม่ได้ซูบผอมลงแต่ซับซ้อนมากกว่าและมันไม่ได้เสริมสร้างขนาดพลังให้กับ P&G จุดนี้ต่างหาก ”
           พนักงาน P&Gเองคาดคิดว่าเพลทซ์ คงไม่ปราถนาแยกบริษัทเขาอาจจะมีแผนลับ เขาต้องการปรับรูปแบบองค์กรใหม่จากหน่วยธุรกิจระดับโลก10หน่วยให้เหลือเพียง 3หน่วยธุกิจที่เสร็จสรรพ(stand-alone) การแตกแยกอาจไม่ปลดปล่อยคลื่นแห่งนวตกรรมและผลิตผลที่ดี แต่ในปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่า ไ่ม่เกิดขึ้นเว้นเสียว่าผลประกอบการจะเลวร้ายมาก นั่นอาจเป็นปัญหาหนึ่งที่ไม่เอาใจใส่ว่าอะไรเป็นทางแก้ที่ดีที่สุดสำหรับ P&Gเพราะภาพฉากแห่งการตกต่ำที่ค่อยเป็นค่อยไป 
บริษัทยักษ์ใหญ่ประสพความสำเร็จสูงมักไม่เครื่องดับง่ายๆเมื่อเขาปรับตัวไม่สำเร็จ บ่อยครั้งที่มันหยุดนิ่ง พวกเขาทำการเปลื่ยนแปลงแต่ไม่เพียงพอ เขามียุทธวิธีเพื่อหาปัญหาต่างเสมอแต่มันไม่พอ เพราะมันไม่ได้ถูกทำให้สำเร็จ
         ต่อข้อกังวลจากผู้ถือหุ้นที่ว่าผู้บริหารจะนำพาบริษัทผ่านพ้นภาวะถดถอยและหรือบริษัทพร็อคเตอร์แกรมเบิลP&Gจะแตกแยกย่อยคงต้องรอดูความกระจ่างในสองสามปีข้างหน้า บริษัทพร็อคเตอร์แกรมเบิลP&ไ่ม่ได้วิกฤติเราจะรู้กันในเร็วๆนี้ ถ้ามันต้องการใครสักคนที่มาสร้างความเปลื่ยนแปลง ถ้าทำจริงมันก็สายเสียแล้ว
_____________________________________________________________________
แปล,คัด,ถอดความจาก Is it time for P&G to break up?นิตยสาร  Fortune ,December1,2017


วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ถอดรหัสสัญญานการหลับ


         เราอาจถูกทำ ให้สับสนและฉงนจากการนอนหลับ  บางวันตื่นขึ้นมาอารมณ์แจ่มใส่พร้อมรับมือกับงานของวันใหม่ขณะที่บางวันยากที่จะเงยศรีษะขึ้นจากหมอน มีคำถามเกี่ยวกับการนอนหลับเช่นว่า ต้องนอนเท่าไหรนอนกี่ชั่วโมงถึงจะพอ ทำอย่างไรถึงจะหลับโดยไม่ต้องใช้ยาและเราก็รู้เรื่องราวความเกี่ยวข้องกับการทำให้หลับง่ายหลับสบายมาบ้างแล้วอย่างเช่น อย่ามีความเครียด ออกกำลังให้มาก รับประทานอาหารให้ถูกสุขภาพไม่ดืมกาแฟตอนบ่ายปล่อยวางโทรมือถือเสียบ้างเหล่านี้เป็นต้น แต่มันก็ไม่ได้ผลกับใครบางคน แม้คุณจะทำตามคำแนะนำเหล่านั้น        
         ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาประชาชนราว70ล้านคนมีปัญหาเรื่องการหลับ ทำให้เกิดภาวการณ์เครียด โรคอ้วน เบาหวานชนิดที่2 และโรคมะเร็งและก่อเกิดอุบัติเหตุได้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินและสิ้นเปลืองงบประมาณในการรักษา รัฐต้องใช้งบประมาณ165 พันล้านเหรียญต่อปีในการรักษาและมีการพยากรณ์ว่าในปีค.ศ.2019จะมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการช่วยให้หลับออกสู่ตลาดมูลค่าสูงถึง76.7พันล้านเหรียญเป็นโอกาสให้เกิดธุรกิจสินค้าประเภทนี้เติบโต  บรรดานักวิทยาศาสตร์นักวิจัยจึงทำการค้นคว้า ค้นหา ทดลองเพื่อให้ได้ข้อมูลและค้นหาวิธีที่ขจัดปัญหานี้ การค้นคว้าและวิจัยในเรื่องนี้จึงแพร่หลาย   ณ.สถานทดสอบของบริษัทฟลูเพาเวอร์ (Full power Technologies).มีทำการทดสอบที่เรียกว่าPSG (Polysomnography test )โดยใช้โปรแกรม Full Power  เพื่อค้นหาเปิดเผยความลับในภาคกลางคืนของผู้นอนหลับ บริษัทนี้มีนาย ฟิลลิเป้ คานฮ์( Phillipe Kahn)ชาวฝรั่งเศลวัย 63ปี เป็น ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของบริษัทส่วนโปรแกรมนี้ได้ถูกคิดค้นสร้างใช้มา10ปีแล้วราวค.ศ.2005สามารถเก็บข้อมูลของการหลับได้อย่างมหาศาลและมีเครื่องมือทรงดูโบราณสมัยไบเซนไทม์ ซึ่งมีสายระโยงระยางค์ต่อมาที่ผู้ถูกทดสอบเพื่อวัดตรวจสอบ สมอง ลมหายใจ การเคลื่อนไหวของลูกตา การบิดของกล้ามเนื้อและการเต้นของหัวใจ  มีวืดืโอที่บันทึกข้อมูลภาวะการหลับของผู้ป่วยผู้ถูกทดลอง ผลของร่างกายผู้ทดลองขณะหลับ  เครื่องมือเหล่านี้จะส่งผ่านข้อมูลจากตัวผู้ถูกทดลอง ไปยังทีมวิจัยของคานฮ์  ผู้ถูกทดสอบหวังว่ามันจะเปิดเผยความลึกลับแห่งช่วงนิทรา  ในอดีตนั้นมีการการค้นคว้าวิจัยเรื่องการนอนหลับสมัยนั้นเชื่อว่าผู้หลับเป็นปกติจะนอนนิ่งไม่เคลือนไหวเลยตลอดทั้งคืนพบว่า ก่อนจะหลับสนิทผู้นอนจะเปลื่อนอริยบทตั้งแต่20-85ครั้งซึ่ง35ครั้งถือเป็นค่าดีที่สุด นี่เป็นข้อมูลที่บริษัทผู้ผลิตเตียงนอนได้ผลิตเตียงนอนขนาดใหญ่คิงส์และควีนไซด์ออกสู่ตลาด ต่อมาได้มีการประดิษฐ์พัฒนาเครื่องมือขนาดพอเหมาะและมีประสิทธิภาพส่วมใส่กับผู้นอนเพื่อตรวจรับรู้ขณะหลับเครื่องมือสามารถแยกแยะท่ามกลางการเคลื่อนไหวเหล่านั้นของผู้นอนทำให้รู้ว่า ส่วนใหญ่ผู้นอนจะตื่นขึ้นระหว่าง 3-17 ครั้งต่อคืนค่าเฉลี่ย 9.3ครั้ง การตื่นนั้นส่วนใหญ่อยู่ในระยะเวลาอันสั้นจนผู้นอนจำไม่ได้ว่าตื่นขึ้นและข้อมูลยังแสดงว่าจำนวนครั้งที่ตืนจะลดลงตามอายุจนถึงอายุ45ปีโดยประมาณก็จะคงที่ ผู้ชายจะหลับได้เวลาน้อยกว่าผู้หญิงนิดหน่อยและตื่นขึ้นมากกว่าผู้หญิง1ครั้งในอายุเดียวกันและเมื่ออายุ50กว่าก็จะปรับให้ใกล้เคียงกัน  การดสอบยังให้ข้อมูลในประเด็นอื่นอย่างเช่น ผู้คนทั่วไปจะหลับได้นานในฤดูหนาวหลับได้ไม่นานในฤดูร้อน แสงอาทิตย์กลางวันรวมถึงอุณหภูมิมีผลต่อรูปแบบการนอน เราจะนอนได้น้อยในวันที่ร้อนที่สุดของปีกว่าวันที่มีกลางวันยาวที่สุดของปี ค่าเฉลี่ยของช่วงเวลาหลับที่ยาวนานสุดปกติจะเกิดขึ้นวันสุดสัปดาห์ที่ตามหลังวันขึ้นปีใหม่ และการได้นอนหลับมากๆไม่ได้มีผลเท่ากับการหลับอย่างเต็มที่ในหนึ่งคืน ระดับความเข็มแสง เสียง กาแฟ การออกกำลัง ล้วนมีผลต่อการนอนหลับทั้งนั้น ผู้ทำการวิจัยให้ความเห็นว่า บางครั้งคุณนอนหลับน้อยแต่ขึ้นมาอย่างสดชื่น กระชับกระเฉง นั้นเป็นเพราะว่าคุณตื่นขึ้นมาในช่วงเวลาการหลับตื้นของวงจรแห่งการหลับ การทดสอบสามารถกระตุ้นให้ผู้นอนตื่นขึ้นได้ในช่วงเวลาวงจรของการหลับ การพบข้อมูลนี้ตั้งใจจะนำมาใช้ไล่ความเครียดให้ออกไป  คนส่วนใหญ่จะคิดว่าถ้าคุณหลับได้โดยไม่มีการตื่นแทรกไม่ถึง8 ชั่วโมงนั้นเกิดความผิดปกติกับคุณแล้ว นั้นเป็นทัศนะที่เข้าใจผิด  ในสมัยก่อนที่จะมีไฟฟ้า ผู้คนเคยหลับเป็นสองช่วง นอนหลับไป4ชั่วโมงลุกขึ้นทำงานชั่วโมงครึ่งลัวก็หลับไปอีก4ชั่วโมง ห้องนอนที่เงียบสงบเป็นบรรยากาศที่เหมาะสมสำหรับการนอนที่สุด เพราะพ้นจากสิ่งกระตุ้นให้ตื่น  สัญญานชี้บ่งว่าสุขภาพดี อาจไม่หมายความว่าคุณตื่นขึ้นมากี่ครั้งแต่ขึ้นกับว่าคุณหลับพล่อยลงได้เร็วแค่ไหน ส่วนใหญ่แล้วสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมีนาฬิกาชีวิตภายในตัวเองถึงระดับเซลเดินอยู่ มันจะบอกเจ้าของของมันว่าเมื่อไหรถึงเวลาที่จะต้องพักผ่อนเมื่อไหรที่จะให้ผลผลิต ไม่ใช่เฉพาะมนุษย์เท่านั้นที่มีนาฬิกาชีวิต เมื่อเร็วๆนี้บริษัทมอนเซนโต้ตีพิมพ์เอกสารที่แสดงว่าสามารถกระตุ้นพืชตระกลูถั่วให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอีก5%โดยกระตุ้นยีนพันธุกรรมตัวหนึ่งที่เกี่ยงกับนาฬิกาชีวิต ส่วนนาฬิกาชีวิตของมนุษย์ เรายังไม่สามารถควบคุมบังคับเพราะมนุนย์ไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการสังเคราะห์แสง จากการประเมินกว่า 70%มนุษย์เราดำเนินชีวิตไปตามแรงจูงใจสภาพครรลองภายนอกไลฟสไตล์ สังคม หน้าที่  เมื่อเรามีชีวิตอยู่ตามครรลองการกำหนดของสภาพภายนอกได้รับรู้เคยชินกับความไม่แน่นอน มันจะทำให้ร่างกายลดกิจกรรมการย่อยสลายเนื้อเยื่อ ทำให้อ้วน น้ำหนักเพิ่ม เร่งอายุเพิ่มขึ้น เราอาจเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน เพิ่มการเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม เดิมการเป็นอยู่ของมนุษย์เราค่อยๆปรับตัวไปตามสภาพคาบเวลากลางวันกลางคืนของโลกแต่ในสังคมสมัยใหม่ ทำลายขัดแย้งสภาพธรรมชาติ ประเด็นสำคัญทางแก้ไขจะต้องทำให้มีการสอดคล้องกับจังหวะภายในตัวเรา รอบของการหลับ-ตื่น รอบของการกินอาหาร ขบวนการเผาผลาญพลังงานของคุณทำงานประสานร่วมกัน เมื่อพฤติกรรมใช้ชีวิตของคุณไม่สอดคล้องจะเกิดสัณญาณรบกวนขึ้นมา สูญเสียประสิทธิภาพการนอนมันเป็นไปได้ที่จะแยกและเปลื่ยนแปลงจังหวะวงจรชีวิตที่เป็นช่วงๆใน24ชั่วโมง(ในหนึ่งวัน)โดยใช้สารประกอบ(ยา).บริษัทยาต่างๆพยายามเจาะลึกไปถึงพันธุกรรม เพื่อหาการเชื่อมต่อระหว่างดีเอนเอและสภาวะร่างกายช่วงกลางคืนมีการค้นหายาที่จะกระตุ้นนาฬิกาชีวิตเพื่อปรับสภาพ นอกจากนี้ยังได้ทำการศึกษา การทำสมาธิเพื่อควบคุมจังหวะชีวิตอีกด้วย 




-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------  
เรียบเรียงอ้างอิงจาก
จาก Cracking the sleep code, Fortune Magazine 7/1/2015

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ยารักษาอัลไซเมอร์

            ในบรรดา 10 อันดับโรคท่ำให้คนอเมริกันเสียชีวิต อัลไซค์เมอร์อยู่ในอันดับที่6  สำหรับโรคอัลไซมเมอร์สุดท้ายจะจบลงด้วยความตาย ผู้ป่วยเริ่มด้วยการสูญเสียความทรงจำ ปัจจุบันประชากรชาวอเมริกันราว5.3ล้านคนเป็นโรคนี้ และจะสูงถึง8ล้านคนในปี2025จะเป็นสามเท่าในปี2050 สมาคมอัลไซมเมอร์คาดว่าต้องใช้เงินงบประมาณค่าล้ยงดูผู้ป่วยที่ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติจ่ายสูงขึ้นจากในปี2014 จำนวน 214ล้านเหรียญสหรัฐมาเป็น1.1ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ตัวเลขค่าใช้จ่ายนี้เป็นที่ล่อใจแก่บรรดาผู้ผลิตยาให้มาสู่ตลาดของอัลไซมเมอร์  วงการเภสัชศาสตร์ที่ได้ต่อสู้กับโรคร้ายนี้ ยาที่ตั้งใจว่า คิดว่า สามารถรักษามันได้ก็ล้มเหลวไปแล้วหลายชนิดมีสารตัวยาจำนวน 224ชนิดที่บริษัทยาต่างๆได้ทำการทดสอบทางคลีนิคมาในช่วงปี 2002-2012 มีเพียงชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับจากเอฟดีเอFDA สำนักงานอาหารและยาสหรัฐ(อีก14ชนิดยังอยู่ในขั้นวิจัยทดสอบคลีนิด)หากเปรียบเทียบเป็นอัตราของการประสพความสำเร็จเท่ากับร้อยละ0.4 ขณะที่การค้นหายารักษามะเร็งทำได้ร้อยละ19 ปัจจุบันมียารักษาอัลไซค์เมอร์อยู่เพียง5ชนิดที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานอาหารและยาสหรัฐและเหลือเพียง4ชนิดที่ที่ยังจำหน่ายอยู่ในตลาด แต่ยาที่ผลิตออกจำหน่ายสู่ตลาดทั้งหมดมุ่งไปยังรักษาที่อาการอัลไซค์เมอร์คือเรียกความจำกลับมาไม่ได้มุ่งปังสาเหตุของโรคโดยตรง   
                                               
             ณ.ที่เมืองนิส ฝรั่งเศล ในวันที่20 มีนาคม 2015  นายซีวิกนี่ (Sevigny)ผู้บริหารบริษัทยาที่ชื่อ Biogenได้เข้าร่วมบรรยายในงานประชุมระหว่างชาติเรื่องอัลไซคเมอร์และปากินสัน เขาได้นำเสนอถึงการลงทุนจำนวน๑๐พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเทคโนโลยี่ไบโอเทคและได้กล่าวถึงการค้นพบยารักษาอัลไซคเมอร์ที่ชื่อ aducanumab  มีผู้สนใจเข้ารับฟังเนื่องแน่น มันเป็นครั้งแรกที่ปรากฏการ์ณของยาในการขจัด พลั๊ก plaquesในสมองที่ทำให้เกิดอาการอัลไซคเมอร์ขณะเดียวกันก็ยับยั้งอาการทุกข์ทรมานความจำเสื่อมของนไข้ให้ช้าลงได้  
         อาจมีความคิดว่า ยา aducanumab ไม่น่าจะได้ผลอันเนื่องจากการทดลองฤทธิ์แอนตี้บอดี้ที่หลังจากเกิดโปรตีนย่อยๆพวกบีต้าแอมัยลอยด์ (beta amyloid) ไปเกาะกลุ่มรวมตัวกันเป็นแผ่นก่อรูปที่เรียกว่าพลั๊กplauqe ซึ่งจะปิดกั้นเซลประสาทในสมองนั้นอาจเป็นเรื่องที่ผิดเป้าหมายการรักษา  มีนามากกว่า70ชนิดที่ต่อต้านแอมัยลอยด์ amyloidที่บริษํทยาหลายรายไม่ว่าจะเป็น Eli Lilly Roche Elanร่วมกับPfizer และ Johnson ได้เคยทำการทดสอบทางคลีนิดมาแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จสักราย ในอดีต Biogenทดสอบทางคลีนิคทาถึงขั้นตอนที่Phase1b เพื่อมุ่งจะหาขนาดยารับประทานเหมาะสมปลอดภัยแต่ยังหาไม่ได้เนื่องจากใช้คนไข้ผู้ทดสอบเพียง166รายเกือบจะเพียงพอเพื่อได้บทสรุปขนาดของยาที่เหมาะสมถ้าคนไข้ได้ยาที่มีขนาดสูงๆมากจะมีความเสี่ยงที่ทำให้สมองบวมได้
       มีการวิเคราะห์ของGoldman Sachและบรรดาบริษัทหลักทรัพย์ในวอลสตรีทว่ายอดขายยา aducanumab ในอนาคตจะสูงถึง 8.4พันล้านเหรียญสหรัฐแต่ในกลุ่มนักวิจัยคิดต่างบรรดาสถาบันค้นคว้าและอุตสาหกรรมวิจัยได้สอบถามในที่ประชุมขณะที่ผู้บริหารBiogenนำเสนอถึงผลการทดลองของพวกเขา พวกเขาให้ความเห็นว่าถ้าผลทดลองทางคลีนิกได้รับการยืนยัน นี่จะเป็นการประสบความสำเร็จอย่างมากในวงการรักษาบำบัดอัลไซค์เมอร์เท่าที่มีมา สำหรับbiogenแล้วดูเหมือนเป็นบริษัทยาผู้มาใหม่แข่งขันกับผู้ที่อยู่ในวงการนี้อยู่แล้ว หากเปรียบเหมือนนิทานพื้นบ้านการวิ่งแข่งกระต่ายกับเต่า แข่งกับบริษํทยาเก่าแก่อย่างEli Lillyที่มีอายุถึง139ปีและได้ใช้เวลาค้นคว้าคิดหายารักษาอัลไซมเมอร์มาแล้วเป็นเวลาถึง26ปีแต่ผลตอนท้ายของนิทานเรื่องนี้กับเป็นกระต่ายที่ชนะ
    ที่จริงความสนใจโรคอัลไซมเมอร์มีมาตั้งแต่หนึ่งศตวรรษมาแล้ว จิตแพทย์ชาวเยอร์มันชื่อ อลอยส อัลไซเมอร์ Alois Alzheimer ได้พบว่าคนไข้ของเขาชื่อ Auguste Deterหญิงวัย51ปี สูญเสียความจำตอนแรกคิดว่าเป็นไปตามธรรมชาติแต่เธอได้บอกว่าเธอสูญเสียมันตั้งแต่ยุยังน้อย  เมื่อ เธอเสียชีวิต จิตแพทย์ได้ทำการผ่าตัดสมอง เธอตรวจพบ เนื้อสมองหดตัวและเมื่อนำเนื้อเยื่อมาส่องกล้องจุลทรรศน์พบที่เซลประสาทเราเรียกว่านิวรอน รอบๆมีการเกาะกลุ่มสะสมของที่มีลักษณะเป็นแอมัยลอยด์ พลั๊ก(amyloid plaques) และเส้นระโยงจากเซลประสาทก็พันกันหยุ่งเหยิง(neurofibrillary tangles) หรือที่เรียกว่า เทา(tau) นี่เป็นลักษณะเฉพาะชองโรคอัลไซเมอร์ แต่การศึกษาหายารักษาโรคนี้กลับเกิดขึ้นเมื่อหนี่งร้อยปีต่อมาเมื่อนักวิจัยเริ่มที่เข้าใจสภาพและสาเหตุของอัลไซเมอร์ มากขึ้นว่า อัลไซเมอ์ไม่ใช่อาการเงื่อนไขที่เกิดได้ยากแต่กลับเป็นที่มาเริ่มแรกของอาการวิกลจริต 
         บริษัทEli Lily ทำเงินได้จากการจำหน่ายยาแก้อาการซึมเศร้าที่ชื่อ Prozac มามากมายจึงได้ลงทุนมาศึกษาเรื่องนี้ในปีค.ศ.1995 คิดค้นได้โมเลกุลสารที่ชื่อว่า Xanomeline บริษัทเชื่อว่าสามารถเรียกความทรงจำของผู้ป่วยกลับมาได้ น่าแปลกที่บริษัทคู่แข่งของBiogenที่เก่าแก่นี้ไม่ได้มุ่งประเด็นการค้นคว้าไปยังความผิดปกติสองประเด็นที่ด๊กเตอร์อัลไซเมอร์ค้นพบ คือ แอมัยลอยด์(amyloid)และ เทา (tau) มันเป็นเวลานานถึงสี่ทศวรรษที่การวิจัยไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานสภาพการ์ณความผิดปกติทั้งสองอย่าง  มันเป็นสมมุติฐานที่แพร่กันต่อมารียกว่า Amyloid hypothesis เมื่อ beta-amyloid เป็นพวกโปรตีนซึงปกติจะหมุนเวียนอยู่ในสมองเกิดการสร้างขึ้นมากกว่าปกติหรือไม่ก็การขจัดมันออกไปได้น้อยไม่สมดุลย์เกิดการสะสมก่อรูปแผ่นที่เรียกว่า พลาก(Plaque)รอบเซลประสาท(neuron) และยึดเหนี่ยวในจุดเชื่อมต่อระหว่างต้วเซลประสาทและสายระโยงนำสัญญาน เพื่อไม่ให้สัญญานสั่งงานและรับรู้ผ่าน  จะทำให้เกิดปัญหากับเทา(tau)โปรตี่นในเซลประสาทที่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานของระบบสื่อเขื่อข่ายระบบประสาท พวกพล๊ากและเทาทีสะสมในสมองเหล่านี้ ทำให้เซลประสาทตายซึ่งจะทำลายสุขภาพสมรรถนะของสมอง 
           ในสมัยแรกสารประกอบที่ได้นำมาทดสอบเรียกว่า LY-411575 เมื่อทดสอบกับหนูให้ผลดี แต่เมื่อทดสอบกับสุนัขกลับไปเพิ่มเหมือกในทางเดินระบบอาหารจึงล้มเลิกไป ในปีค.ศ.2008 Eli Lilly ได้ทดสอบยาถึงระยะที่สาม Phase3กับกลุ่มผู้ป่วยจำนวนมากที่สุดและใช้เงินมากที่สุดกับการทดลองยาในคนโดยใช้ผู้ทดลองผู้เกี่ยวข้องร่วมงานถึง2,600คน จากสามประเทศระยะเวลาทอลอง21เดือน แต่แล้วบริษัทก็ได้รับแจ้งจากกลุ่มอิสระผู้ติดตามความปลอดภัยของยาว่าได้คะแนนประเมินในส่วนการทดสอบการรับรู้แย่กว่ายาหลอก ดังนั้นการทดลองจึงต้องล้มเลิกไป  แต่แล้วในเดือนกรกฏาคม 2010 Biogenได้นักชีววิทยาที่ชื่อ George Scanges มาร่วมงานด้วยโดยพุ่งประเด็นไปที่ แอนตี้บอดี้ต่อต้านอะมัยลอยด์ สารชื่อว่า aducanunab โดย biogen เริ่มสนใจเป็นบริษํทลำดับที่5 ก่อนหน้านั้นที่มีบริษัทใหญ่ๆมาก่อนสี่ราย(รวมถึง Lilly,Pfizer)มุ่งไปยังแอนตี้บอดี้อยู่แล้วและ ก็เป็นบริษัทที่ห้าที่ข้ามเส้นชัยะ บริษัทElan   บริษัทยาของIrish ได้มุ่งทดลองฉีดยาคนไข้ด้วย beta-amyloid ตามทฤษฏีแล้วจะกระตุ้นร่างกายสร้างอีมูลimmune ระบบคุ้มกันไปต่อต้านพวกพล๊ากplaque อย่างไรก็ตามต่อมาต้องหยุดชะงักโครงการเนื่องจากมีรายงานว่าพบผู้ป่วยร้อยละ6เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ meningoencephalitis สมองและไขสันหลัง(spinal cord) อักเสบ  ในขณะนั้นนักวิจัยก็มีความคิดเห็นแตกต่างเป็นสองกลุ่ม  กลุ่มหนึ่งมุ่งตรงไปที่ beta-amyloid protein เป็นเป้าหมายในการรักษาอีกกลุ่มเน้นที่เทา(tau) ทุกครั้งที่ยา amyloidทดลองไม่ได้ผล ความแตกแยกคิดเห็นยิ่งห่างออกไปอีก  ต่อมาบริษัทbiogenได้ลองใช้ยา aducanunab เป็นแอนตีบอดี้ โดยสังเคราะห์ตามรหัสพันธุกรรมgenetic code จากเซลของคนชราชาวสวิซเซอร์แลนด์ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจที่อุทิศให้ ด้วยแนวคิดที่ว่าอะไรก็ตามในตัวที่ทำให้ชาวสวิสซ์อยู่แข็งแรงจนถึงวัยชราได้ย่อมช่วยรื้อฟื้นสภาพจิตใจของผู้ป่วยอัลไซเมอร์
นักวิทยาศาสตร์ของBiogenได้ทดสอบแอนตี้บอดี้ที่มีคุณสมบัติเฉพาะสามารถจับกับamyloid plauqeและเมื่อทดลองกับหนูที่มีอายุมันสามารถลดพล๊ากได้ การทำแอนตี้บอดี้จาก neurimmuneนี้ บริษัทBiogenได้จดสิทธิบัตรแล้วจำหน่ายไปทั่วโลก ทำให้เกิดการพัฒนาและธุรกิจระหว่างที่สิทธิบัตรถูกใช้ไป(โดยค่าRoyalty) แต่แอนตี้บอดี้นี้อาจมีปัญหาที่โมเลกุลของสารอาจใหญ่เกินกว่าจะผ่านด่านกั้นขวางในเลือดสมอง(blood-brain-barrier)ได้ก่อนจะไปถึงเป้าหมายและยังมีเหตุผลสามประเด็นว่าทำไมไม่ประสบความสำเร็จคือ
   --เป็นไปได้ว่ายานำไปทดสอบทดลองกับคนไข้ที่ไม่ได้เป็นอัลไซเมอร์จริง
   --ไม่มีความชัดเจนเลยว่ายาได้ออกฤทธิ์กับเป้าหมายถูกต้องคือ amyloid protein
   --การทดลองกระทำกับคนไข้ในเวลาที่ช้าไปเสียแล้ว
               
 
       บริษํทยาได้พยายามค้นหาคำตอบสมมุติฐานสามข้อนี้ แล้วก็พบว่า amyloid จะสะสมในสมองคนไข้เป็นเวลานานถึง15ปีก่อนที่จะแสดงอาการของมันออกมากับผู้ป่วยฉนั้นเมื่อการทดลองใช้ยากับผู้ป่วยในระยะแรกเริ่มป่วย จึงเกิดผลดีในการรักษา บริษัทBiogenได้ค้นพบเหตุผลนี้ การทดลองจึงก้าวหน้าประสบความสำเร็จมาถึงการทดลองในระยะที่สามขั้นสุดท้าย(Phase3)อย่างไรก็ดีบริษัทก็ยังไม่สามารถผลิตยาออกจำหน่ายสู่ท้องตลาดได้จนกว่าจะถึงปีค.ศ.2018
          ขณะที่บริษัทEli lilly ก็เข้าใจและรู้เหตุผลเรื่องนี้เหมือนกันและพร้อมที่ลงทุนทดลองระยะที่สามของยาที่ชื่อSolanezumabซึ่งก็บ่งใช้ไว้ว่าต้องรักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่เริ่มแรกอย่างไรก็ดีบริษัทจะผลิตออกจำหน่ายในปีค.ศ.2018เหมือนกัน บางที่นิทานกระต่ายวิ่งแข่งกับเต่าในเรื่องยารักษาอัลไซเมอร์นี้ ผลสุดท้ายกลับเป็นว่าคงจะถึงเส้นชัยพร้อมกันทั้งคู่



เรียบเรียงจาก"Can  Biogen Beat The Memory Thief? Fortune Magazine May2,2015.

วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บทความ ,เรื่องของยอดครูศิลปินไทย



    เรื่องเก่าที่บ้านเกิดของ  เหม เวชกร
                  
              เหม เวชกร เป็นนามของบุคคลผู้หนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นจิตรกรและนักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทยแห่งกรุงรัตนโกสินทริ์ในช่วงรัชกาลปัจจุบันนึ้ ท่านมีชีวิตอยู่ช่วงระหว่าง พ.ศ.๒๔๔๖-พ.ศ.๒๕๑๒  ท่านได้มอบผลงานอันวิจิตรและเยื่ยมยอดไว้ให้แก่สังคมไทยและอนุชนรุ่นหลังเป็นจำนวนมาก กล่าวกันว่า มีภาพทีเขียนประกอบส่วนใหญ่เป็นภาพปกหนังสือ ภาพแทรกหนังสืออ่านเล่น และประกอบเรื่องวรรณคดีต่างๆ เช่นชุด ขุนช้าง-ขุนแผน ชุด ศรีธนญชัย ชุด ราชาธิราช กามนิต สังข์ทอง อื่นๆอีกมากมาย หากจะประเมินในช่วงชีวิตที่ท่านทำงานเป็นช่างวาดเขียน ๔๓ ปีนั้นเฉลี่ยแล้วท่านวาดรูป ๓ภาพต่อวัน นอกจากความเป็นเลิศและมีเอกลักษณะเฉพาะทางจิตกรรมนี่เองแล้วท่านได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้วาดภาพฝาผนังระเบียงวัดพระแก้วเขียนไว้เมื่อคราวบูรณะซ่อมแซมปีพ.ศ. ๒๔๗๓ ณ. ห้องที่๖๙ เรื่องรามเกียรติ์ตอนแผลงศรฆ่ามังกรกรรณ และท่านยังได้รับสนองงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระองค์ นอกจากนั้นในด้านงานประพันธ์ก็มีผลงานให้กล่าวถึง ตอนช่วงท้ายของชีวิตเขาเขียนหนังสือ ร่วมร้อยเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องผี ทำเป็นชุด เช่น  ผู้ที่ไม่มีร่างกาย ปีศาจของไทย เปิดกรุผีไทย ฯ เขียนเลื่อยต่อมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๐  เราสามารถสืบค้นหาผลงานภาพเขียนวิจิตรของท่านเพื่อชมและอ่านนิยายชุดเรื่องผีได้ไม่ยากในปัจจุบันเพราะมีบางสำนักพิมพ์ได้นำมาตีพิมพ์ใหม่ออกมาบ้าง  รวมถึงสื่อทางอินเตอร์เนตที่นำเสนอสะดวกต่อการเปิดดู   ส่วนประวัติชีวิตของท่านมีการกล่าวและอ้างอิงจากหนังสือและผู้รู้ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่มีชีวิตร่วมสมัยในยุดท่านไว้มากมายก็จริงอยู่ แต่ก็ดูเหมือนว่ามิอาจจะหาหลักฐานใดที่ระบุว่า ครอบครัวผู้ให้กำเนิดท่านเป็นใครและมีถิ่นสถานบ้านช่องอยู่แห่งที่ใดไม่ปรากฎหลักฐานที่แน่ชัด เราทราบจากแหล่งข้อมูลมาบ้างว่าครอบครัวทางบิดาเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ บิดาท่าน คือ ม.ร.ว.หุ่น ทินกร มารดาท่านชื่อ    ม.ล.สำริด พึ่งบุญ เมื่ออายุ ๘ขวบ มารดา บิดา แยกทางกัน จึงไปอาศัยอยู่กับลุง มรว.แดง ทินกร ส่วนรายละเอียดอื่นๆนั้นก็ดูเหมือนว่า แหล่งข้อมูลจะกล่าวตรงกันว่า เหม เวชกร ไม่ประสงค์จะพูดถึงนัก การกล่าวถึงเป็นไปในลักษณะบอกผ่านๆ   แต่เนื่องด้วยตัวผมเองมีความอยากรู้อยากทราบเรื่องของความเป็นมาของท่านประการหนึ่งและด้วยความบังเอิญ ผมได้อ่านงานประพันธ์ที่ท่านแต่งเรื่องผีตอน “ เรื่องเก่าที่บ้านเกิด ”เมื่ออ่านจบผมก็นำข้อมูลเนื้อหาในเรื่องแต่งนั้นมาปะติดปะต่อแล้วใช้หลักอนุมานศาสตร์มาพิจารณาความเป็นไปได้มาเป็นข้อสัณนิฐานว่า บ้านเก่าที่ให้กำเนิดของท่าน อยู่ที่ใดและท่านควรจะดำรงอยู่ในวงศ์ตระกูลใด ถึงแม้เรื่องสั้นเรื่องผีที่แต่งนี้จะเป็นเรื่องแต่งให้อ่านเล่นก็จริง แต่โดยทั่วไปแล้วบางครั้งที่ผู้ประพันธ์จะสร้างพล็อดและฉากของเรื่องที่มาจากชีวิตจริงประกอบเข้าไปในเรื่องแต่งด้วย ฉนั้นเรื่องราวต่างๆที่เผยออกมาในงานเขียนอาจสืบค้นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างเรื่องที่เขียนกับชีวิตจริงของผู้แต่ง ด้วยสมมุติฐานนี้ ผมขอหยิบยกบางช่วงตอนต้นเรื่องมานำเสนอให้ผู้อ่าน เรื่องก็มีอยู่ว่าตัวเอกของเรื่องชื่อ “คุณพฤกษ์” ต้องการจะสร้างบ้านเรือนไทยให้กับตัวเอง จึงไปติดต่อสถาปนิกให้ออกแบบบ้านพร้อมคิดราคาค่าก่อสร้าง แต่คุณพฤกษ์(ต่อมาในท้องเรื่องใช้สรรพนามแทนผู้เล่าเรื่องว่า ผม )ต้องกลับไปด้วยความผิดหวังเพราะการก่อสร้างต้องใช้เงินจำนวนมากขณะเดียวกันก็เกิดคิดหวนคำนึงถึงบ้านหลังเก่าถิ่นกำเนิดโดยพรรณาความรู้สึกไว้ดังนี้

          ผมลาคุณวิสูตร์ช่างก่อสร้างกลับมาบ้านด้วยหัวใจวนเวียนแบบบ้านไทยที่เขาเขียนและแบบบ้านที่สร้างจำลองไว้อย่างลืมไม่ลงมันอดคิดถึงบ้านไทยแท้ๆที่ผมเคยยึดเอาเป็นที่กำเนิดเกิดมาเป็นตัวเป็นตน ภายใต้หลังคาสูงๆอย่างโบสถ์และทั้งฝาทั้งพื้นเป็นไม้สัก บ้านที่ให้กำเนิดแก่ผมนี้ก็คือบ้านในตำบลพระราชวังหรือแหล่งปากคลองตลาดที่มีโรงเรียนราชินีอยู่ใกล้ๆแต่เดี๋ยวนี้ที่ดินผืนนี้ได้กลายเป็นที่ทำการรัฐบาลไปแล้วและที่ๆหนึ่งเคยเป็นที่ดินร้างว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยดงละหุ่งดงนางแย้มนั้นเป็นที่ติดกับบ้านของผมได้กลายเป็นสถานีตำรวจพระราชวังไปแล้ว

          ประตูบ้านผมนั้นตรงกับช่องทางหนึ่งที่ตัดซอยจากถนนใหญ่ลงท่าน้ำมีชื่อว่า         ท่าตรงข้าม ที่ท่าน้ำมีเรือจ้างข้ามฟากตรงเข้าคลองบางหลวงและท่าวัดกัลยาณมิตร ช่องทางนี้ด้านซ้ายมือเป็นโรงพิมพ์ของกรมแผนที่เก่า ด้านขวามือเป็นบ้านของพระยาอัคราชฯและพื้นที่ของพระยาอัคราชฯนี้ติดกับวังพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์นั้นเอง ถ้าท่านผู้อ่านจะอยากทราบว่าบ้านเกิดของผมนี้แต่เก่าเป็นบ้านท่านผู้ใดและตระกูลอะไรก็โปรดอย่าทราบเลยครับ เอากันเรื่องที่ผมจะเล่าให้ฟังก็แล้วกันและเนื้อที่ดินกลุ่มนี้มีอยู่หลายบ้านที่เป็นเพื่อนบ้านหรือรวมตระกูลใกล้ชิดกับท่านผู้ใหญ่ของผมทั้งนั้น ซึ่งนับทั้งสถานีตำรวจพระราชวังบวกเข้าไปด้วยซึ่งเดิมที่เดียวสถานีตำรวจอยู่ในบริเวณตลาดท่าเตียน เรียกกันตามภาษาชาวบ้านว่า โรงพักท่าเตียน 

            แล้วเรื่องก็ดำเนินต่อไปผู้ประพันธ์จะพรรณาถึงสภาพของบ้านเรือนและชีวิตวัยเป็นเด็ก  หากแต่จากข้อมูลที่คัดยกมาเพียงเท่านี้ ในปัจจุบันเราสามารถเดินสำรวจเส้นทางที่ถูกระบุไว้ตามข้อเขียนข้างต้น จริงอยู่สถานที่และชื่อสถานที่ย่อมเปลื่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เหม เวชกร เขียนเรื่องบรรดาชุดผีฯ ในช่วงท้ายชีวิตแต่ได้ใช้ความทรงจำของท่านเมื่อตอนเป็นเด็ก ผมคาดคะเนดูแล้วต้องไม่เกินอายุ ๘ ขวบเพราะหลังจากนั้นท่านได้อาศัยอยู่กับลุง มรว.แดง ทินกร ฉนั้นเพื่อเป็นการสอบทานหลักฐานให้ใกล้เคียงกับข้อมูลที่ระบุในนิยายเรื่องนั้น ผมได้เสาะหาแผนที่จากฉบับแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ.๒๔๗๕ที่คณะอาจาร์ยแห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รวบรวมและจัดทำระบบฐานข้อมูลประวัติศาสตร์และพิมพ์เผยแพร่เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา๘๐ พรรษานั้น แผนที่ทำเสร็จและพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๕ โดยกรมแผนที่ทหาร กระทรวงกลาโหมก็จริง แต่ก็ได้ทำการสำรวจเก็บข้อมูลที่ตั้งบ้านเรือนต่างๆไว้ตั้งแต่ในปีพ.ศ.๒๔๖๕และพ.ศ.๒๔๗๓ข้อมูลที่ปรากฏในแผนที่และบ่งชี้ถึง ถ้าเก่ามากสุดก็เพียงพ.ศ.๒๔๖๕ ขณะที่นิยายที่ท่านแต่งเขียนในตอน เรื่องเก่าที่บ้านเกิด คาดว่านำความทรงจำของท่านถึงเรื่องราวที่ท่านยังเป็นเด็กอายุไม่เกิน ๘ขวบก่อนที่ ท่านไปอยู่กับลุง สภาพของเรื่องราวก็จะอยู่ในเวลาไม่เกิน พ.ศ.๒๔๕๔ ฉนั้นข้อมูลที่ปรากฏในแผนที่อาจเปลื่ยนแปลงสภาพไปแล้วชื่อของสถานทีบางแห่งที่ถูกระบุบนแผนทีย่อมเกิดหลัง(พ้นสภาพ)หลังจากครูเหมได้เจริญเติบโตขึ้นและย้ายไปพำนักอาศัยอยู่ที่อื่นแล้ว


            ขอให้ผู้อ่านดู(รูปที่๑)รูปแผนที่ที่ผมนำเสนอมา จะเห็นช่องชอยเล็กที่ปากซอยลงแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีตัวพิมพ์ว่า แผนกการพิมพ์กรมแผนที่ตรงนี่คือท่าน้ำมีเรือจ้างข้ามฟากตรงเข้าคลองบางหลวงและท่าวัดกัลยาณมิตร(ดูรูปที่๒) และต้นซอยออกสู่ถนนเล็กที่ชื่อว่าถนนมหาราช ตรงข้ามกับต้นซอยในแผนที่จะระบุเป็น กระทรวงพาณิชย์(รูปที่๓)
ที่ตั้งของกระทรวงพาณิชย์นี่แหละ คือ ที่ตั้งของบ้านหรือนิเวศสถานของ เหม เวชกรนั้นเอง ทำไมผมถึงมั่นใจและเชื่อเช่นนั้น ก็ทุกอย่างในแผนที่ ทีระบุบแสดงไว้ล้วนสอดคล้องตรงกับทีเขียนในนิยายสั้นๆ เรื่องเก่าทีบ้านเกิดเพียงแต่ว่าที่ครูเหม เขียนว่า แต่เดี๋ยวนี้ที่ดินผืนนี้ได้กลายเป็นที่ทำการรัฐบาลไปแล้ว จากประวัติของกระทรวงพาณิชย์ พบว่า ตึกที่ว่าการกระทรวงพาณิชย์ (เศรษฐการ)ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ โดยสร้างขึ้นในที่ดินแปลงหนึ่งเป็นรูปสามเหลี่ยมชายธง มีถนนสามสายผ่านรายรอบทั้งสามด้านคือ ถนนเขตต์ ถนนสนามไชย และถนนมหาราช แต่เดิมนั้นที่ดินบริเวณนี้และพื้นที่รอบๆ เป็นที่ตั้งของวังต่างๆ นั้นหมายความว่าช่วงเวลาที่เหม เขียนเรื่องนิยายเฉพาะตอนเรื่องเก่าที่บ้านเกิด นี้นั้นต้องหลังจากปี พ.ศ.๒๔๙๓ นิเวศสถานของครูเหม ได้กลายเป็นที่ทำการัฐคือ กระทรวงพาณิชย์ และต่อมาในปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์ ได้ย้ายไปตั้งอยู่ใหม่ที่ บริเวณสนามบินน้ำ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี บริเวณนั้นจึงได้กลายเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์สยาม (Museum of Siam) และจุดตรวจสินค้าของกระทรวงพาณิชย์บางส่วน และนี่แหละคือเรื่องราว บ้านเก่าที่บ้านเกิดของครูที่สำหรับผมแล้วถือว่าเป็น จิตรกรและนักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทยแห่งกรุงรัตนโกสินทริ์ในช่วงรัชกาลปัจจุบันนึ้ที่เดี่ยว  อย่างไรก็ดีท่านผู้อ่านต้องเข้าใจว่า การอนุมานสัณนิฐานของผมตั้งอยู่ในพื้นฐานที่ว่า นักเขียนหรือแต่งนิยายบางครั้งผู้ประพันธ์จะสร้างพล็อดและฉากของเรื่องที่มาจากชีวิตจริงประกอบเข้าไปในเรื่องแต่งด้วย  และหากว่าผู้อ่านจะใช้หลักการอนุมานทีว่านี้ สืบหาต่อไปว่า ท่านดำรงค์อยู่สืบเชื้อสายในวงศ์ตระกูลใดก็มีความเป็นไปได้ ทั้งนี้จากประวัติของกระทรวงพาณิชย์ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า  ซึ่งบริเวณของตึกที่ทำการกระทรวงพาณิชย์นั้นเป็นพื้นที่ของวัง ๓ แห่ง คือ วังกรมหลวงอดิศรอุดมเดช วังกรมหลวงบดินทร์ไพศาลโสภณ และวังกรมหมื่นทิวากรวงษ์ประวัติ

รูปที่๒

รูปที่๓


เอกสารอ้างอิง

   ๑ อมตะนิยาย ผี ของครู เหม เวชกร ชุด หยดน้ำสังข์ สำนักพิมพ์บันดาลสาส์น

   ๒ หนังสือชุด ภูตผีปีศาจไทย (ผู้ที่ไม่มีร่างกาย) สำนักพิมพ์วิริยะ

   ๓ เหม เวชกร จิตรกรไร้สำนักเรียน ช่างเขียนนอกสถาบัน โดย ศรัณย์ ทองปาน หนังสือสารคดี ปีที่ ๑๖ ฉบับ ๑๘๘ สำนักพิมพ์สารคดี

   ๔ หนังสืออนุสรณ์ เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ นายเหม เวชกร จัดพิมพ์โดย คณะศิษย์ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไทยสัมพันธ์ กันยายน ๒๕๑๒

      ประวัติกระทรวงพาณิชย์   http://www2.moc.go.th

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

หลักการแสวงหายามาใช้







ยาคือหนึ่งในปัจจัยสี่ เป็นสิ่งที่มนุษย์จำต้องแสวงหาเพื่อให้มีอยู่ ไม่ว่าสังคมมนุษย์ยุคหินจนถึงสังคมปัจจุบันยุควิทยาศาสตร์  ในปัจจุบันเราอาจซื้อหายาและเวชภัณฑ์ได้ตามร้านขายยา คลีนิดแพทย์ โรงพยาบาลต่างๆได้ตามโอกาส แต่ในสังคมโบราณบรรพกาลล่ะ

                    สมัยก่อนในประเทศต่างๆ อาจมีการให้บริการสาธารณสุขโดยรัฐ ที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่ประชาชนแล้วประชาชนจะช่วยตนเอง โดยมีการรักษาโรคภัยความเจ็บป่วยแบบพื้นฐาน ชาวบ้าน วิธีการรักษาเป็นไปแบบง่ายๆ ใช้วิชาการง่ายๆโดยการหาต้นหมากรากไม้ แร่ธาตุ อวัยวะสัตว์บางส่วนหรือทั้งหมด สิ่งเหล่านี้เรียกว่า “สมุนไพร” นำมาปรุงยาด้วยวิธีง่ายๆ เช่น ต้ม ชง แช่หมักสุรา บดเป็นผง ปั้นเป็นลูกกลอน หรือรับประทานสดๆ แล้วแต่ตำรับตำราหรือคำบอกกล่าวของผู้รู้ผู้ชำนาญที่เราเรียกว่าหมอยา

                แล้วผู้เขียนตำรับตำรา แพทย์ผู้รักษาแพทย์ปรุงยาจะทราบได้อย่างไรว่าโรคหรืออาการป่วยของโรคลักษณะอย่างนั้นต้องจะต้องใช้ตัวยา ชนิดใด อีกทั้งปริมาณ ส่วนผสม วิธีการปรุงยาอย่างไร

              เริ่มแรกด้วยการที่มนุษย์เราได้เรียนรู้จากธรรมชาติ เช่นว่า สังเกตพฤติกรรมแมว เมื่อเวลามันไปกินอาหารอะไรที่เป็นพิษ ทำให้ไม่สบาย มันจะไปกินพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “ตำแยแมว”กินแล้วมันจะสำรอกเอาอาหารนั้นออกมา ทำให้สบายดีขึ้น   แผนวางปลิงเป็นวิธีการรักษาโรคปวดศีรษะเนื่องมาจากความดันโลหิตสูงของแพทย์ไทยแผนโบราณที่ถ่ายทอดรุ่นต่อรุ่นมานานแล้ว โดยกำหนดวางปลิงดูดเลือดบนส่วนต่างๆของร่างกายคนเพื่อดูดเลือดออกจากร่างกายมาบ้างชช่วยลดความดันโลหิตระดับหนึ่ง  ทั้งนี้ก็ได้มาจากสังเกตุเห็นปลิงที่เกาะดูดเลือดควาย นี่ก็เป็นตัวอย่างสังเกตจากธรรมชาติ เรียนรู้และนำมาดัดแปลงประยุกต์ใช้กับคน     นอกจากนี้ก็มีทดลองด้วยตัวเอง มนุษย์ทดลองชิมตัวยาดูแล้วมีผลอย่างไรกับร่างกายก็จดจำ บันทึกบอกต่อ เช่นเมื่อมีรสเปรี้ยวสามารถเรียกน้ำลายให้สอออกมา แกปากคอแห้งได้ หากเป็นรสหวานรับประทานแล้วมีกำลัง ชุ่มชื่น รสขมทำให้เจริญอาหารลดไข้ ฯลฯ  อย่างไรก็ตามยังไม่มีผู้ใดจะให้หลักการการแสวงหายารักษาโรคและอาการของโรคนั้นๆที่เป็นเรื่องเป็นราวมีหลักการ

              ในศตวรรษที่ ๑๘ มีนักปราชญ์ชาวอังกฤษชื่อ รีเวอร์ เอ็ดวาร์ด สโตน ท่านผู้นี้เป็นทั้งพระและเภสัชกร ได้ให้กฎการแสวงหายา โดยกล่าวว่า  “ พระเจ้าได้วางการรักษาโรคไว้ใกล้กับเหตุที่เกิดโรค  ” หมายความว่า  หากจะหายามารักษาโรคใดๆ ให้หาได้จากบริเวณหรือแหล่งที่ใกล้ๆกับที่เกิดโรคนั้น  เขายกตัวอย่างว่า  ถ้าจะรักษาไข้มาลาเรีย ที่แพร่โดยยุงนำเชื้อโรคมากัดคน ที่มักจะเกิดชุกชุมในบริเวณป่าดิบชื้นแฉะ ที่มีแหล่งน้ำนิ่ง ก็ให้หายาแก้จากต้นไม้ที่ขึ้นบริเวณป่าชื้นนั้น  สโตนได้พิสูจน์กฎของเขา ด้วยการรักษาผู้ป่วยที่มีไข้สูง จำนวน ๕๐ คนด้วยยาต้มของเปลือกต้นสนุน สนุ่นเป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดเล็กเปลือกลำต้นมีสารซาลิซิน(salicin) มีฤทธิ์แก้ปวดลดไข้ทั่วๆไป นักวิทยาศาสตร์ศึกษาสูตรโครงสร้างของมันต่อมาสามารถสังเคาระห์ยาแอสไพริน  เปลือกต้นสนุนนี้มีรสขมเหมือนเปลือกต้นควินิน ซึ่งขณะนั้นจนถึงปัจจุบันใช้เป็นยารักษาไข้มาลาเรีย แต่แท้ที่จริงแล้วเปลือกต้นสนุ่นไม่สามารถรักษาโรคมาลาเรีย  อย่างไรก็ตามกฏของสโตนก็มีความจริงอยู่บ้าง ปัจจุบันเราพบวิธีป้องกันรักษาโรคบาดทะยักจากการฉีดวัคซีนที่ได้จากการเตรียมเชื้อจากมูลม้าที่เชื้อบาดทะยักนั้นชอบเจริญเติบโตอยู่ (ตำรายาพื้นบ้านของไทยให้ใช้พืชชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า"ผักบุ้งทะเล" มันชอบขึ้นอยู่ริมทะเลรักษาพิษของแมงกะพรุนไฟที่รบกวนคนเล่นน้ำตามชายหาด)


         เมื่อกฎของสโตนใช้ไม่ได้ แพทย์ เภสัชกร ผู้แสวงหายา จะใช้อะไรเป็นหลักเกณฑ์ในการแสวงหายา
         น่าสังเกตว่าความเห็นของสโตนเป็นสมมุติฐานที่ผิดแต่ก็ได้ผลบ้างเมื่อนำมาปฏิบัติ เหตุนี้เองที่ที่ทำให้กฏของสโตนมีส่วนคล้ายกับทฤษฏีหนึ่งในสองทฤษฎีพื้นฐานในการแสวงหายามาใช้ในปัจจุบัน คือทฤษฎีที่เรียกว่า “เหตุและผล”หรือ “สิ่งที่เป็นไปได้โดยผล”  ทฤษฎีนี้กล่าวว่า ถ้าเราต้องการให้ร่างกายแสดงปฏิกิริยาอย่างไร ก็ไปค้นหายา(สิ่ง)ที่ออกฤทธิ์ต่อร่างกายที่ทำให้เกิดปฎิกิริยานั้น ยกตัวอย่างเช่น ต้องการลดไข้ความร้อนจากร่างกาย ก็ต้องทำให้ให้ร่างกายขับเหงื่อออกมาเมื่อรับประทานมันเข้าไป สำหรับทฤษฎีนี้ทำให้เกิดการแสวงหาที่รวดเร็ว ประหยัด แต่ก็เป็นไปด้วยควารมยากลำบาก เพราะเราจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการทำงานของร่างกายในเชิงปฏิกิริยาเคมีของสสารต่างๆที่มีอยู่ในร่างกายเพื่อว่าจะหายาที่ทำให้เกิดขบวนการเปลื่ยนแปลงเพื่อให้ได้ผลตามต้องการ
         อีกทฤษฎีหนึ่ง ที่ถูกใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการแสวงหายาในวงการแพทย์เภสัช ทฤษฎีนี้คือ          “ เฝ้าสังเกตุและทดลอง” ตามวิธีการนี้ เภสัชกรและแพทย์จะต้องเก็บข้อมูลต่างๆแล้วนำมาคัดกรองด้วยเหตุผลประสบการณ์ หลังจากนั้นก็ต้องทดลองพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นจริงหรือไม่ พวกเขาทั้งหลายได้เรียนรู้ถึงขบวนการต่างๆของร่างกาย เพื่อที่จะหายาที่จะเสริมหรือต่อต้านหรือเปลื่ยนแปลงปฏิกิริยาขบวนการเพื่อการดำเนินชีวิตของร่างกาย พวกเขาจะต้องเข้าป่า ออกทะเลเพื่อค้นหาพืช สิ่งมีชีวิต ซากดิน หรือสังเกตุการรักษาโรคของพ่อมดหมอผี หมอกลางบ้านที่อาจจะเป็นประโยชน์ แล้วมาทดสอบถึงการออกฤทธิ์โยทดสอบกับสัตว์ทดลองหรือมนุษย์ว่าได้ผลเช่นไร พยายามแยกสารเฉพาะที่คิดว่าออกฤทธิ์ในการรักษาออกมาเพื่อนำมาใช้ เท่านั้นยังไม่พอ เราอาจพยายามสังเคราะห์เลียนแบบมันขึ้นมาใช้เองและก็อาจดัดแปลงสูตรโครงสร้างสสารพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น วิธีนี้จะต้องสูญเงินมาก ต้องใช้วัตถุมากมายเพื่อมาทำการทดลอง อย่างเช่นมี ต้นไม้ ดิน แร่ ถึงหนึ่งพันชนิดถูกนำมาทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อวัณโรค เสียเวลาไปถึง ๕ปี เราจึงได้ยา สเต็ปโตมัยซิน(Streptomycin) อีกตัวอย่างหนึ่ง   อาการ หอบหืด เกิดเนื่องจากหลอดลมหดตัว สมุนไพรต่างๆจำนวนมากได้ถูกนำมาทดสอบฤทธิ์การขยายหลอดลม มีเพียงพืชชนิดเดี่ยวที่ให้ผลเป็นที่น่าพอใจ คือพืชที่มีชื่อจีนว่า “มั่วอึ้ง”  นักเภสัชศาสตร์จีนสัญชาติอเมริกันชื่อ เค เค เชน สามารถแยกสารออกฤทธิ์และสังเคราะห์เองได้ สารนั้นคือ อีเฟดรีน และอนุพันธ์ของอีเฟดรีนถูกนำมาใช้ในวงการแพทย์ปัจจุบัน และเมื่อความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีมากขึ้น การศึกษาถึงขบวนการเพื่อดำเนินชีวิตของร่างกายมนุษย์ได้ทราบอย่างละเอียดและลึกซึ้งทำให้การแสวงหายาด้วยวิธีนี้เป็นที่นิยมและถือปฎิบัติมากที่สุด
        การค้นหายารักษาโรคชนิดใหม่ๆ ได้ถูกวางแนวทางการค้นคว้าไว้ ๔ แหล่งคือ
      ๑  จากการสังเกตุศึกษาการรักษาแบบพื้นบ้าน ภูมิปัญญาชาวบ้าน 
 ๒ ค้นหาตรงไปที่สารออกฤทธิ์ต่างๆที่มีอยู่ในต้นไม้
  ๓ ค้นหาตรงไปที่สารออกฤทธิ์ต่างๆที่มีอยู่ในสัตว์ 
 ๔ ค้นหาตรงไปที่สารออกฤทธิ์ต่างๆที่มีมนุษย์สังเคราะห์ขึ้นมาเอง

อย่างไรก็ตาม สำหรับการศึกษาสังเกตุการรักษาแบบพื้นบ้านแม้นจะต้องสิ้นเปลือง บางครั้งไม่ประสบความสำเร็จและกลับเป็นโทษด้วยแต่บางครั้งก็มีส่วนของความจริง นับว่าคุ้มค่าหากได้พบยารักษาทีมีประสิทธิภาพ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดแหล่งแสวงหายาอื่นๆ เป็นหลักการแสวงหายาในปัจจุบัน

แปลเรียบเรียงจากThe Drug Hunters หนังสือ LIFE SCIENCE LIBRARY DRUGS