จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

การเริ่มต้นยุคอุตสาหกรรมเภสัชในเยอร์มันนี

The Beginning of the industrial era of pharmacy in Germany
        Ernst Wilhelm Martius(1756-1849)เภสัชกรคนสำคัญของเยอร์มันนีได้เขียนบันทึกความทรงจำเก้าสิบปี 9ทศวรรษ ในปีค.ศ.1847ถึงการพัฒนาการผลิตเป็นอุตสาหกรรมได้ช่วงชิงการเตรียมยา,ปรุงยาจากมือเภสัชกรเจ้าของร้านยาโดยมิอาจเรียกคืนกลับมาได้ การพัฒนานั้นได้เปลื่ยนพื้นฐานรูปลักษณของเภสัชกรรมและร้านยาไปด้วย ทั้งนี้เนื่องจากการค้าได้เพิ่มขยายโดยโรงงาน มันง่าย ดี มีต้นทุนถูก ทำให้มีทุนสะสมเพิ่มขึ้นในมือ บรรดาเภสัชกรกำลังเผชิญหน้ากับเรื่องเศร้าโดยทั่วหน้า ด้านหนึ่ง ร้ายขายของชำมีข้าวของขายให้ผู้คนสาธารณะได้มากขึ้นและถูกลงด้วย อีกด้านหนึ่งพวกเขาก็ถูกเบือดขนาบด้วยโรงงานเคมีซึ่งผลิตผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายและเป็นจำนวนมากในแต่ละครั้งแต่เดิมการผลิตยาถูกปรุงขึ้นในห้องปฎิบัติการ(ห้องปรุงยา)ในร้านยาของเภสัชกร นี่ม้นเป็นการฉีกแยกจากร้านยาออกไป ทำให้พวกเขาลืมเตรียมปรุงยาและหลายสิ่งในตำรับที่เป็นองค์ความรู้มหัศจรรย์ ในที่สุดพวกเขาต้องขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมเคมีด้วย
 ยุคก่อนอุตสาหกรรมยาขนาดใหญ่
        วัตถุประสงค์ของเภสัชอุตสาหกรรมก็คือผลิตยาห้ได้มากๆในแต่ละขนาดการผลิต(Batch Size)ไม่ เหมือนการปรุงยา ผลิตโดยเภสัชกรจากสต็อตของตัวเองที่เตรียมไว้ ง่ายต่อการจ่ายให้คนไข้เมื่อเขาต้องการ  การผลิตเป็นจำนวนมากที่เรียกว่า Mass Production นี่หมายความว่าการผลิตและการจ่ายยาแยกกระทำ กันแต่ละแห่งแต่ละสถานที่ การจัดส่งยาโดยผู้ผลิตมายังผู้สั่งใช้ กลายเป็นลักษณะและการผูกขาดของยุค เภสัชอุตสาหกรรมไปด้วย แม้ว่าเภสัชกรจะสูญเสียอัตลักษณ์และการผูกขาดในการปรุงยาเองแต่ก็มีข้อ คำนึงว่า สต๊อตยานั้นก็ได้ถูกเตรียมมาก่อนที่จะมีขบวนการอุตสาหกรรม แต่การผลิตที่มีจำนวนมากและผู้ไ ได้รับอนุญาตสามารถส่งกระจายไปตามอุปสงค์ของเภสัชกรอื่นๆ
     Hermann Schelenz (1848-1922) บิดาแห่งเอกสารประวัติศาสตร์วงการเภสัชกรรมของเยอร์มัน
ได้อธิบายการผลิตกึ่งอุตสาหกรรม (The quasi-industrial)  วัตถถุดิบเคมีที่ใช้ทำยาต่างๆอย่างเช่น Sal ammoniac, mercury chloride and borax และ venetian theriac ในศตวรรษ.ที่!4 และเขากล่าวถึงโรงงานอุตสาหกรรมเภสัชแห่งหนึ่งซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในอาณาเขตวัด  พวกพ่อค้ายาขี้ผึ้งผู้ได้รับสิทธิในรัฐThuringia(รัฐแห่งหนึ่งในภาคกลางของเยอร์มันนีสมัยก่อน)ตั้งแต่ศตวรรษที่16 อย่างไรก็ดีพ่อค้าต้องถูกพิจารณายอมรับเป็นกรณีไปเพราะว่าสินค้าของเขาถูกผลิตโดยบุคคลทั่วไป ผู้ค้าและนำส่งขี้ผึ้งยา(balsam)ขนส่งสินค้าไปตามที่ต่างๆถูกมองอย่างเยืยดๆจากเจ้าของร้านยาในฐานะคู่แข่งผู้ขายตัดราคา
   การผลิตในสเกลขนาดใหญ่เชิงอุตสาหกรรมโดยมีการจัดการขายที่ปัจจุบันเรียกว่าทำการตลาดนั้น ได้ถูกบันทึกขึ้นที่ The Orphanage in Halle (สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งเมือง ฮาลลี)  August Hermann Francke(1663-1727)ศาสตรจาร์ยวิชาเทววิทยา ได้เริ่มก่อตั้ง The Orphanage in Halle ในปีค.ศ.1692 ซึ่งภายหลังได้รับหนังสือรับรอง สถานเลี้ยงเด็กเด็กกำพร้าแห่งนี้จำต้องหารายได้เอง จากการเป็นโรงพิมพ์, ร้านขายหนังสือ ,ร้ายขายยาในตัวเองด้วย ในปีค.ศ.1700 สถานเลี้ยงเด็กฯสามารถทำสูตรปรุงยาที่เป็นมาตราฐานหลายสูตร เริ่มมีห้องทดลองลับๆสำหรับผลิตยาและปรับปรุงสูตรต่อไป ได้คิดค้นระบบกระจายยาจัดส่งเภสัชผลิตภัณฑ์ ขายไปในหลายเมืองทั้งภายในเยอรมันนีและต่างประเทศ การจัดจำหน่ายกระจายยาถูกส่งเสริมโดยการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขาย มีการตั้งสาขาย่อยเพื่อหนุนการจำหน่ายในเมืองต่างๆ27เมือง ผลิตภัณฑ์ที่ส่งจำหน่ายผ่านร้านยาหลายๆแห่ง
   ระบบกระจายยาบริหารโดยนายแพทย์หรือเภสัชกรผู้มีประสบการ์ณ ท่านเหล่านี้มีผู้หนึ่งเป็นศาสตร์จาร์ยชื่อ Georg Heinrich Stoltze(1784-1826) เป็นผู้บริหารผู้หนึ่งของ Orphanage Pharmacy (ตอนนั้นกลายสภาพจากสถานเลี้ยงเด็กแล้ว)มีการปิดผลึกผลิตภัณฑ์ Halle ware ป้องกันการลอกเลียนแบบจากผู้ค้าที่ไม่ไดรับอนุญาติจากThuringia ออกเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์จนถึงปีค.ศ.1790  The Orphanage ได้ดำเนินการขายผลิตภัณฑ์เภสัชเพียงอย่างเดียวและดำเนินการผลิตต่อเนื่องไปจนถึงปี ค.ศ.1951
  เภสัชกรในฐานะผู้ก่อตั้งโรงงานเคมี
     ตอนต้นศตวรรษที่18 เภสัชกรหลายท่านให้ความสนใจฉงนสิ่งต่างๆคำถามเชิงวิทยาศาสตร์ พวกเขาสนใจพฤษศาสตร์ แร่วิทยา เทคโนโลยี่ และศาสตร์ต่างๆทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะเคมี พวกเขามีห้องทดลองพร้อมเครื่องมือที่พร้อมอยู่แล้วเหมาะสมเพียงพอที่จะศึกษาค้นคว้าและการที่ได้ความรู้จากการปฏิบัติอีกทั้งมีข้อมูลประวัติในอดีตการขับเคลื่อนวิชาเคมีจึงเป็นเรื่องง่าย การเจริญรุ่งเรืองเคมีในเวลานั้นประกอบกับที่จะสร้างชื่อในการศึกษาวิทยาศาสตร์เป็นแรงจูงใจกับเภสัชกรหลายคนไม่เพียงเป็นผู้เริ่มแรกที่ละเล็กที่ละน้อยแต่พวกเขามุ่งหวังสู่ความเป็นผู้ชำนาญในสรรพสิ่งเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์
     เภสัชการบางท่านมีส่วนร่วมในการถกเถียงทฤษฏีใหม่ๆ อย่างเรื่องที่เปิดขึ้นมาโดย Antoine Laurent Lavoisier (1743-1794) ไม่ก็เป็นผู้บุกเบิกในการพัฒนาแตกแขนงวิชาออกไปด้วยตำรับตำราสมุดบันทึกวิชาเคมี พวกเขามักจะเข้าหาคำถามเชิงวิทยาศาสตร์ทำให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม อย่างเช่นการตรวจสอบแร่ธาตุหรือพันธุพืชเพื่อหาว่ามันสามารถนำมาผลิตเป็นยาในเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่นับเป็นการกระจายสาขาไปสู่การปฏิวัติเติบโตวิชาชืพเภสัชกร และเภสัชกรยังคงได้ประโยชน์จากเริ่มเปลื่ยนแปลงนี้ตราบเท่าปัจจุบัน
    จำนวนเภสัชกรจะถูกจำกัดกำหนดโดยรัฐและด้วยผลจากความมุ่งมั่นในด้านวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เพียงเงินพอที่จะซื้อร้ายยาเป็นเจ้าของ พวกเขาเป็นกลุ่มวิชาชืพทวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมเคมี มันเหลือเชื่อเลยว่า บริษัทเคมีหลายแห่งก็ถูกก่อกำเนิดตั้งขึ้นโดยเภสัชกร
    หนึ่งในเภสัชกรที่มาเกี่ยวข้องวงการผลิตเคมีภัณฑ์คือ Wolfgang Casper Fikertscher(1784-1826) หลังงปีค.ศ.1788 เขาเริ่มผลิตสารเคมี อย่างเช่น สารประกอบปรอท,Glauber salt กรดซัลฟรูริคและกรดเกลือ,cinnabar,โซดาและchloride of lime ในหมู่บ้าน Marktredwitz ตอนเหนือเขตFranconia ต่อมากลายเป็นศูนย์ห้องทดลองปฏิบัติการทันสมัยในยุคนั้น ปีค.ศ.1792 ห้าปีต่อมา Fikertscher ยื่นขออนุญาตขยายการผลิต เมอร์คิวรี่ผสมเกลือ,โซดาเข็มข้นที่ใช่ทำแก้ว,ผลึกทาทาร์ริก กิจการได้เจริญเติบโตมียอดขายสูงขึ้น เมื่อเขาเสียชีวิตบุตรชายเป็นผู้ดำเนินการต่อ มีผู้ร่วมทุนคนอื่นด้วยแต่ในที่สุดก็ต้องปิดกิจการลงในปีค.ศ.1986  ยังมีเภสัชกรอื่นอีกหลายท่านที่เป็นผู้ริเริ่ม่อตั้งโรงงานเคมี ขอกล่าวสรุปย่อดังนี้
Johann Gottfrid Dingler(1778-1855) ในปีค.ศ. 1803 เขาได้ลงโฆษณาว่า มีสารเคมี 11รายการที่เขาเป็นผู้ผลิต เช่น กรดไนตริก,กรดไฮโดรคลอริกและเกลือดีบุก สามปีต่อมาเขาและเพื่อนจัดตั้งโรงงานชื่อ ‘Dingler s’Anold มีเคมีภัณฑ์กว่า200ชนิด ปีค.ศ.1822เขาได้ผนวกงานของโรงพิมพ์ที่ล้มละลายมาผลิตสารเคมีทำสีย้อม สีพิมพ์ผ้าหลายชนิด ปีค.ศ.1830 นำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้นำเครื่องมือที่ใช้แก๊สGas-illumination อย่างไรก็ดีเขาถูกฟ้องลมละลายในปีค.ศ.1843







Johann Bartholomaus Trommsdorff ผลิตเคมีภัณฑ์ ยาเตรียมในเมือง Erfurtโดยใช้พนักงานลูกศิษย์นักศึกษาของเขา ปีค.ศ.1812 เขาเริ่มก่อตั้งโรงงานเคมีในเขตเหมืองแร่แคว้นแซโซนี่Saxony มีการร่วมทุนกับเจ้าของที่ดินตั้งโรงงานวางแผนผลิตสารประกอบจากผลิตภัณฑ์ของเสียสารที่เหลือจากการทำเหมืองแร่ ผลิตภัณฑ์บางชนิดเขาเป็นผู้คิดค้นตั้งแต่แรก อย่างเช่น สบู่โซดา,ฟอสฟอริกโซดา,ดีบุกไฮโดรคลอเรต,เกลือแอมโมนิก,กรดอะเซติกและ น้ำเชื่อมที่ทำจากข้าวสาลี
Karl Samuel Leberecht Hermann ผู้ริเริ่มให้ก่อสร้างโรงงานเคมี Royal Prussia สร้างในปีค.ศ.1797 ที่เมือง Schonebeck บนฝั่งแม่น้ำElbe ผลิตโดยใช้ของเสียจากการทำเหมืองเกลือผลิตได้15รายการ  ปีค.ศ.1807 โรงงานก็ตกเป็นของรัฐ Prussian Government
Johann Gerhard Reinhard Andrae เปิดโรงงานสกัดโปตัสเซียมไนเตรทในเมือง Hanover
Johann Georg Pickel เปิดโรงงานเคมีในเมือง Schderauใกล้กับWurzburg ในปีค.ศ.1784
Bernhard Friedrich Balz เปิดโรงงานเคมีที่เมือง Lauffen   ริมฝั่งแม่น้ำ Neckarปีค.ศ.1799
--แน่ละ ในบางกรณี โรงงานเคมีก่อตั้งขึ้นโดยผู้มีวิชาซืพอื่น นักธุรกิจ เจ้าของเหมือง อย่างไรก็ตามจุดกำเนิดประวัติอุตสาหกรรมเคมี ถูกขัดเกลาเพิ่มขนาดโดยเภสัชกรและมันได้ส่งผลดีกลับมายังวงการเภสัชกรรมด้วยในเวลาต่อมา
การค้นพบอัลคาลอยด์
ค้นพบโดย Serturner ผู้ช่วยเภสัชกรร้านยาของราชสำนักแห่ง Paderborn  ในปีค.ศ.1804 เขาสังเกตุว่า แม้จะเตรียมยาอย่างระมัดระวังที่สุดตามกฏสูตรศิลปแห่งการปรุงยาก็ตาม  ความแรงของสารละลายมฝิ่นซึ่งในสมัยนั้นใช้เป็นยาทำให้นอนหลับ เปลื่ยนแปลงอยู่เสมอ  จากการศึกษาผลงานของ Carl Wilhelm Scheeles(1742-1786)ผู้ที่ทำการแยกกรดอินทรีย์หลายชนิดออกจากพืชชนิดต่างๆ เขาคิดว่าสารออกฤทธิ์ที่ทำให้หลับจะต้องเป็นกรดตัวใดตัวหนึ่ง ตอนแรกเขาให้ชื่อว่า meconic acidกับสารที่เขาแยกออกมาจากฝิ่น Serturner ได้นำไปทดลองกับสัตว์เพื่อแสดงว่าmeconic acid ไม่ใช่เหตุผลสำหรับการออกฤทธิ์ของฝิ่น จากการทดลอง57ครั้ง ได้ตีพิมพ์การค้นพบ อัลคาลอยด์ตัวแรกและให้ชื่อว่า Morphium ให้ชื่อตามMorpheus เทพเจ้าแห่งการหลับ เขาได้แสดงผลทดลองทำให้หลับกับสุนัข ผลงานเอกสารของเขาเรื่อง ‘ Morphine, a new salt forming base and meconic acid the main components of opium เป็นต้นแบบคลาสสิกของงานทดลองการแยกสารออกฤทธิ์ทางยา และได้วางรากฐานในการค้นคว้าวิจัยไปยังอัลคาลอยด์อีกด้วย ภายหลังปีค.ศ.1817 นักวิทยาศาสตร์ เภสัชกรได้มีการค้นพบสารสำคัญตัวอื่นๆในพืชชนิดต่างๆ เช่น narcotine,codeine,emetine, strychnine and veratrine,brucine,quinine, cinchonine
เภสัชกรเยอร์มันผู้เกี่ยวข้องกับอัลคาลอยด์ได้แก่ Carl Friedrich Wilhelm Meissner ผู้ร่วมค้นพบ veratrine
Friedlieb Ferdinand Runge ผู้แยกQuinine,Caffeine  และHeinrich
Friedrich Gorg Mein ค้นพบ Atropine ในปีค.ศ.1831
 การรเริ่มผลิตอัลคาลอยด์แบบอุตสาหกรรม
     อัลคาลอยด์เป็นสารอินทรีย์ที่มีธาตุไนโตรเจนอยู่ภายในโมเลกุลพบมากในพืชชั้นสูงตามส่วนต่างๆ มันมีคุณสมบัติเป็นด่งมากกว่าเป็นกลางหรือกรดเยอร์มันนีชี้ชัดว่ามันไม่คลุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่จะผลิตอัลคาลอยด์จากร้านยามันถูกสนองความต้องการตลาดโดยอุตสาหกรรมจากฝรั่งเศลก่อนและจากโรงงานภายในประเทศ ฝรั่งเศลในทางตรงกันข้ามกับเยอร์มันนี ได้ค้นพบการผลิตอัลคาลอยด์แบบอุตสาหกรรมผลิตในสเกลขนาดใหญ่ ผู้ดำเนินการได้แก่ Robiquet และPelletier เปิดโรงงานผลิตควินนินในกรุงปารีส ณ.ปีค.ศ.1826 นายแพทย์ชาวฝรั่งเศลชื่อ Francois Magendie(1783-1855) ศึกษาอัลคาลอยด์อย่างเป็นระบบ ได้แก่Quinine  Morphine และ Strychnine   ในเยอร์มันนี อัลคาลอยด์ชนิดแรกที่ถูกบรรจุเข้าเภสัชตำรับแห่งชาติในปีค.ศ.1820 Hamburg PharmacopeiaและBorussian Pharmacopeiaด้วย  เภสัชกรFriedrich Ludwig Koch()1785-1865)ได้รับการยกย่องว่าเป็นชาวเยอร์มันผู้บุกเบิกผลิตอัลคาลอยด์ หลังปีค.ศ.1823แม่น้ำไรน์มีโคลนตมเพิ่มมากขึ้นจึงเกิดโรคมาลาเรียระบาด ได้กระตุ้นให้ Koch ผลิตควินนิน โรงงานของเขาอยู่ได้ถึงปี1888 เพราะไม่ได้ตามข้อกำหนดเรื่องความสอาดที่เข้มงวดเกิน แต่ก็ยังมีบริษัทอื่นๆที่ผลิตอัลคาลอยด์ในเชิงอุตสาหกรรม ในปี1827 Johann Daniel Riedel(1786-1843)เจ้าของร้านยา Black Eagle Swiss Pharmacyในกรุงเบอร์ลิน เริ่มผลิตควินนินปรามาณมาก ขายในราคาถูกลงทำให้ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมการผลิตอัลคาลอยด์ยังคงดำเนินการต่อไป สารอัลคาลอยด์ที่ผลิตตามมาได้แก่ morphine ,strychnine ,piperine ,picrotoxin.แสดงให้เห็นการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จหลายทศวรรษของบริษัท Riedel

     Heinrich Emanuel Merck(1794-1855)เปิดร้านยา Angel Pharmacy ที่ Darm Stadt ที่นั้นเขาผลิตอัลคาลอยด์ ปีค.ศ.1824 เขาเริ่มต้นด้วย morphine  ปีค.ศ.1827เพิ่มการผลิต narcotine , quinine , piperine, emetine ,strychnine และ brucine  เขาป็นลูกศิษย์ของTremmsdoff และ Sigismund Friedrich Hermbstaedt , Merck ผลิตเวชภัณฑ์ทุกอย่างจากห้องปฏิบัติการใน Angel Pharmacyจวบจนถึงปีค.ศ. 1842  บริษัท Merck ถือเป็นต้นแบบของโรงงานยาที่พัฒนามาจากร้านยาที่ดำเนินการวิจัยไปด้วย  บริษัทได้สร้างกระแสธรรมเนียมปฏิบัติให้เภสัชกรทำการวิจัยค้นคว้าไปด้วย  Georg Merck ลุชายของ Heinrich Emanuel Merck ค้นพบอัลคาลอยด์ของฝิ่นอีกชนิดคือ papaverine ในปีค.ศ.1848
Hermann Trommsdorff(1811-1884)ก็ได้ฝึกหัดที่ Merck สอนของพ่อเขาที่ว่า สักวันนึ่งเภสัชกรไม่อาจใช้วิถีวิชาชืพของตนเองโดยลำพังสนองธุรกิจได้ ทำให้เขาสนใจทุกสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สามารถวมหว่างกิจการโรงงานและใบสั่งยาได้ Trommsdorff เริ่มการสร้างโรงงานผลิตเภสัชสารขนาดใหญ่ในเมือง Erfurt ในปีค.ศ.1837 ผลิตอัลคาลอยด์จำนวนมากหลายรายการ ถือว่าเขาเป็นผู้ก่อตั้งโรงงานเภสัชกรรม


โรงงานเคมี แหล่งผลิตยา
    โรงงานเคมีบางแห่งก่อตั้งในศตวรรษที่19 เริ่มดำเนินการเคียงข้างไปกับการผลิตยา  Ernst Friedrich Christian Schering (1824-1889) ได้ซื้อกิจการ้านยาใน Chaussee Strasseที่กรุงเบอร์ลิน ในปี1851 เขาเรียกมันว่า Green Pharmacy  เขาต้องหารายได้ ในเวลานั้นศาสตร์และศิลปเกี่ยวกับการถ่ายภาพกำลังเป็นที่นิยม เคมีภัณฑ์ที่จำเป็นสำหรับการถ่ายภาพนำเข้ามาจากประเทศฝรั่งเศล  Schering ตัดสินใจที่จะผลิตมันด้วยตนเองเขาผลิตสารเคมีต่างๆในมาตราฐานตามเภสัชกรรมคุณภาพสูงกว่าผู้ผลิตรายอื่น นั้นเป็นเพราะว่าเขามีพื้นฐานทางเภสัชศาสตร์ นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในปี1855 โรงงานผลิตสารเคมีและเภสัชภัณฑ์ได้อวดแสดงในงานนิทรรศการโลก ผลิตภัณฑ์ของ Schering ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง ปี1864 เขาได้สร้างเขาได้สร้างโรงงานแห่งใหม่ในเขตกรุงเบอร์ลิน ในเบื้องแรกเภสัชภัณฑ์ของเขามีจำนวนมากกว่าสารเคมีภัณฑ์พอปลายศตวรรษที่ 19 ก็พัฒนาเปลื่ยนเป็นยาสังเคราะห์จากสารอินทรีย์
   ยาสังเคราะห์เป็นผลพวงจากการพัฒนาเตรียมสารอินทรีย์เคมี สารบางชนิดผลิตจากห้องปฏิบัติการเคมี  อย่างเช่น คลอโรฟอร์ม,คลอรัลไฮเดรท และกรด ซาลิกไซลิก chloroform ,chloral  hydrate ,Salicylic acid ซึ่งครั้งหนึ่งสารเหล่านี้ถูกใช้ในการทดลองทางเภสัชศาสตร์กลับนำมาใช้เป็นยา
   การให้ความสนใจในคุณสมบัติทางเคมีและโครงสร้างของอัลคาลอยด์เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความก้าวหน้าในการสังเคาระห์ตัวยา เริ่มด้วยการสังเคราะห์อัลคาลอยด์  ปีค.ศ.1886 Albert Ladenburg(1842-1911) สังเคราะห์ conine ส่วน arecoline and arecaidine สังเคราะห์ในปีค.ศ.1893 โดย Ernst Friedrich fahns(1844-1897)
   เมื่อโครงสร้างทางเคมีของอัลคาลอยด์ได้เข้าใจกันทั่วแล้ว นักวิทยาศาสตร์หลายท่านจึงให้ความสนใจในการผลิตสารเคมีที่สัมพันธ์กับโครงสร้างนั้นและทำให้มันมีประสิทธิภาพสูงกว่า Ludwig Knorr(1859-1921)ค้นพบสารประกอบชนิดใหม่ออกฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดแก้ไข้จากความรู้ทางโครงสร้างเคมีของควินนิน
     ศาสตร์แห่งการสังเคราะห์ยาให้ประโยชน์อย่างไม่มีสิ้นสุดจากสีย้อมเคมี พัฒนาเป็น Sulfonamidesที่ใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรคและเป็นยาทางเคมีบำบัดชนิดหนึ่ง   มันยากที่จะประหลาดใจ ที่การผลิตถ่านหิน สีจากถ่านหินนำมาสู่การผลิตยาได้ด้วย โรงงานเคมีหลายแห่งไม่ได้ถูกก่อตั้งโดยเภสัชกรไม่ได้ถูกพัฒนาทางเภสัชกรรม ยกเว้นแห่งหนึ่งโรงงานของ Dr.Carl Leverkus’s บนฝั่งแม่น้ำไรน์ ถือเป็นส่วนหลักของอุตสาหกรรมยา  Meister Lucius&Bruning(ปัจจุบันคือHoechst )   Friedrich Bayer&Co(Bayer)ก่อตั้งในปี 1863;Ciba and Sandoz ก่อตั้งที่Basel  ปี1859 และปี1886ตามลำดับโดยเริ่มจากโรงงานสีพัฒนาเป็นผู้ผลิตยา  Hoffmann-La Roche บริษัทก่อตั้งปี 1896โดยบุคคลอาชีพอื่นแต่ก็ประสบความสำเร็จก่อตั้งในBasel ผลิตเคมีภัณฑ์และยา  

อุตสาหกรรมที่ผลิตยาสูตรเฉพาะ
       คำว่าเภสัชอุตสาหกรรม Pharmaceutical Industry โดยปกติเราหมายถึง บริษัทต่างๆที่ดำเนินกิจกรรมสนอง ยาเวชภัณฑ์ที่พร้อมใช้ทางแพทย์ทันที  ดังที่กล่าวมาแล้ว ในยุคต้นๆโรงงานเภสัชกรรมเริ่มผลิตเพียงแต่สารออกฤทธิ์ส่งให้เภสัชกรเพื่อไปปรุงยาตามสูตรตำรับสนองแก่คนไข้ แต่ถ้าผลิตในปริมาณมากจะทำยาที่มีคุณภาพสูงนั้นดูเหมือนเกือบจะเป็นไปไม่ได้ ในวงการเภสัชกรรมแบบนั้นและต้องจัดหายาที่ราคาถูกกว่าที่เภสัชกรเตรียมปรุงยาเอง เภสัชกรส่วนมากจึงนิยมซื้อหาสารออกฤทธิ์ยาจากโรงงาน
      มันไม่ง่ายนักที่การผลิตยาเตรียมตำรับพร้อมใช้ เภสัชกรมองเห็นความพยายามภาคอุตสาหกรรมในทิศทางที่ล่วงล้ำหน้าที่วิชาชืพของตน บางกรณีก็เกิดการขัดข้างขึ้น
     เภสัชกรเป็นบุคคลผู้เริ่มแรกผลิต ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จใช้งานในปริมาณมากราคูกและต้องมีคุณภาพมาตราฐาน เครื่องมือซึ่งเดิมมีการเปลื่ยนแปลงน้อยมากถูกออกแบบอย่างเฉพาะเจาะจงให้ได้ตามความต้องการเภสัชกรรม มันถูกแทนที่ทันทีอย่างรวดเร็ว ด้วยเครื่องจักรที่ทรงอำนาจ ด้วยระบบดและกรองถูกนำมาใช้ในขบวนการยา,เวชภัณฑ์ที่มีอัลคาลอยด์เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ถูกบดย่อยจากเครื่องจักรพลังไอน้ำ ดังกรณีที่เห็นได้ของโรงงานMerk
    บางโรงงานรวมตัวกับบริษัทที่ดำเนินการผลิตยาที่อยู่ในรูปพร้อมใช้ ผลิตปริมาณมาก โดยปรับเปลื่ยนมาจากร้านยา ตัวอย่างเช่น Kael Engelhard(1836-1924)ในFrankfurt am Main เขารับช่วงต่อจากบิดาของเขาร้านขายยา Rose Pharmacy ที่ผลิตยาแก้ไอ,ยาถ่าย ผลิตจำนวนมากสเกลการผลิตขนาดใหญ่ Engelhardศึกษาอย่างหนักถึงการผลิต pills,dragees,pastilles,capsules            และ tablets เขาสร้างระบบรางตอกบรรจุยาเม็ดด้วยมือ เครื่องมือนี้ต่อมาถูกใช้แพร่หลาย ยอดขายที่เติบโตส่งเสริมให้เขาขยายโรงงานในปี ค.ศ.1894 เขาสร้างโรงงานแห่งใหม่ใน Bornheim เขตFrankfurtเครื่องจักรใช้ขับเคลื่อนด้วยพลังไอน้ำกำลังขนาด 180bph(boiler horsepower) มีคนงาน120คนผู้บริหารอีก10 คน
      เภสัชกรชื่อ Eugen Dleterich(1840-1904) เขาเป็นผู้ก่อตั้งโรงงานผลิตยาสูตรสำคัญๆในปี 1869 เขาได้นำโรงโม่ทำกระดาษขนาดย่อมในHelfenberg ใกล้เมืองDresden เปลื่ยนมันเป็นโรงงานเคมีในสองปีแรก อย่างไรก็ตามเขาก็ยังคงผลิตยาตามสูตรตำรับโดยเฉพาะพวกพลาสเตอร์เขาใช้เครื่องจักรกำลังหนึ่งแรงม้า(1hp)ขับเครื่องแผ่พลาสเตอร์เมื่อหลายปีผ่านไปผลิตภัณฑ์เขาขยายคลอบคลุมยูปแบบอื่นเช่น elixir,ointment,cerates,tincture และfortified wines(ไวน์องุ่นดีกรีแรงมีแอลกอฮอล์ถึง 16-23%)จุดประสงค์ของ Dleterich คืดการผลิตยาเภสัชภัณฑ์ที่เป็นสูตรตำรับทีมีคุณภาพให้ได้ปริมาณคราวละมากๆและเขาตระหนักว่าต้องสร้างใช้เครื่องจักรช่วยในการผลิต ขบวนการผลิตก็ต้องพัฒนาได้รับการปรับปรุง เขารู้ดีว่าการประกอบสูตรยาต้องตั้งอยู่บนหลักพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้พบข้อกำหนดทางอุตสาหกรรม Dleterich ได้พัฒนาขบวนการผลิตวัตถุดิบและการเตรียมยาจำนวนมากแบบอุตสาหกรรม เขาตีพิมพ์เอกสารวิธีขบวนการของเขาในปีค.ศ.1886 และเขียนหนังสือว่าด้วยพื้นฐาน คำแนะนำพื้นฐานจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด เนื้อหาไม่เฉพาะครอบคลุมถึงการผลิตเท่านั้นแต่รวมถึงการผลิตในแง่เภสัชกรรมด้วยผลิตเป็นสต๊อคยาเตรียมในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ยาเฉพาะโรคอาการ นี่ทำให้คู่แข่งเขาเริ่มดำเนินตาม นับเป็นการเริ่มยุคใหม่ของเภสัชกรรม
       การเปิดตัวรูปแบบยาชนิดใหม่ อย่าง ยาเม็ดก่อเกิดการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ในวงการวิชาชืพเภสัชกรรมเท่าที่ผ่านมา  ยาเม็ดถูกคิดค้นโดยชาวอังกฤษ ชื่อ William Brockedon(1787-1854ในปี 1843 ได้จดสิทธิบัตรในสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘Shaping pills’ ยาใหม่นี้ผลิตจากโซดา,เกลือโซเดียมคลอไรด์และโปตัสเซียมคลอไรค์ต่อมารู้จักกันในนามว่า ‘compress pills’   ในปีค.ศ.1862 คำว่า tablet ถูกใช้กับผลิตภัณฑ์ประดิษฐของ William Brockedon แม้ว่าในความจริงมันถูกใช้อธิบายยารูปแบบpastilles  มาแล้วในปี1883 บริษัทในลอนดอลที่ชื่อ Burroughs Wellcome Co จดศัพท์’Tablet’เพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ ชื่อถูกคิดว่าเป็นศัพท์เพ้อฝันใช้เพื่อป้องกัน ใช้เพื่ออธิบายรูปแบบวัตถุกลมผื้นผิวโค้งสองด้าน หนึ่งปีต่อมานาย Henry S.Wellcomeได้ยื่นจดสิทธิเครื่องหมายการค้าของคำว่า ‘Tablod’ โดยนาย Henry S.Wellcome(1853-1936)นำคำนี้มาจาก ,’Tablet’  และ  ‘alkaloid’เพื่อมาใช้กับยากลุ่มที่มีประสิทธิภาพสูง มีความเข็มข้นของตัวยามาก  Brockedonนำเทคโนโลยี่ของเขาเพื่อใช้ผลิตภัณฑ์เภสัชแบบอื่นๆ อย่างเช่น roofoties, clay product and Briquettes (ยารูปกลมๆเล็กๆที่คล้ายกระเบื้องเคลือบมุงหลังคา) สิทธิบัตรหลายฉบับได้รับรางวัลในปีค.ศ. 1799และค.ศ.1830 สำหรับวิธีทำยาถ่านหินก้อนกลมๆ  การผลิตยาเม็ด ถูกนำมาที่เยอรนนี ในปีค.ศ.1874โดย Isidor Rosenthal(1836-1915)
       ยาบรรจุหลอดฉีด(Ampule) เป็นอีกประเภทหนึ่งที่ถูกผลิตขึ้นพัฒนาโดยเภสัชกรสองท่าน ที่ต่างคนต่างทำ ในปี1886 คือ Stanislas Limousin(1831-1887)ในปารีส และด๊อกเตอร์ Fried lander ในเบอร์ลิน พวกเขาบรรจุสารละลายปราศจากเชื้อลงในหม้อรูปกระดิ่งที่ป้องกันเชี้อทีฝาปิด
     ทั้งยาเม็ดและรูปแบบผลิตภัณฑฑ์อื่นอย่าง เจลาติน แป้งแค๊ปซูล,ยาเม็ดเคลือบน้ำตาล(dragces)และยาบรรจุหลอดฉีด สามารถถูกผลิตขึ้นได้ดีปริมาณมากๆเชิงอุตสาหกรรม   แม้ว่าจะมีการต่อต้านจากเภสัชกรบ้างแต่ก็ไม่มีการหยุดผลิตยาแบบอุตสาหกรรม  ในปีค.ศ.1894 มีการประท้วงเรียกร้อง ในเมื่อกฏหมายบังคับใช้เครื่องหมายการค้ามีผลบังคับใช้ เภสัชกรถูกกำหนดให้จ่ายยาเฉพาะตามใบสั่งแพทย์ ถ้ายานั้นผลิตมาจากฉพาะบริษัทที่ที่รัฐขึ้นชื่อไว้ ยาเม็ดถูกประกาศขึ้นใช้ในปีค.ศ.1898 มีเภสัชกรเป็นจำนวนมากที่เป็นเจ้าของร้านขายยาพยายามแย้งว่า ยาเม็ดที่ผลิตมาจากโรงงานนั้น ไม่สามารถตรวจสอบได้ ไม่สามารถประกันคุณภาพ มันควรและจำเป็นที่ถูกเก็บสต๊อคโดยเภสัชกรมากกว่า
    แม้นว่าการผลิตเชิงอุตสาหกรรมมีความสำคัญมาก กฏหมายยาเม็ดมีผลมา12ปีเท่านั้น พวกกองทุนประกันสุขภาพ เพิ่มความต้องการใช้ยา เภสัชกรก็ไม่มีทางเลือก  การผลิตยาเวชภัณฑ์แบบุตสาหกรรมเจริญยิ่งขึ้นส่วนการผลิตยาตามใบสั่งก็แยกกัไปแต่ละที่ซึ่งมีน้อยรายที่ผลิตให้เฉพาะ
      อุตสาหกรรมเภสัชได้เปลื่ยนงานรูปแบบอัตลักษณ์ทางเภสัชกรรมหน้าที่ของเภสัชกร ในฐานะผู้ปรุงยาได้ถูกแทนที่แล้วในปัจจุบัน โดยเปลื่ยนเป็นผู้ให้ข้อแนะนำ ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องยา มหาวิทยาลัยที่สอนภาคเภสัชกรรม ปรับเปลื่ยนบทบาทใหม่ของเภสัชกร ให้เป็นผู้ค้นคว้ามุ่งเสาะหาเพิ่มสารที่จะนำมาทำตัวยาให้มากขึ้น
   ปัจจุบันอุตสาหกรรมเภสัชไม่เพียงต่ให้ความสำคัญแค่การผลิต การผลิตไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด แต่การแสวงหาแหล่งที่จะได้มาซึ่งตัวยาและการวิจัยก็สำคัญเหมือนกันย แนวโน้มนี่เริ่มจากการบริษัทยาหลายแห่งได้ถูกตั้งขึ้น ทั้งยาใหม่และรูปแบบยาใหม่ๆได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างกว้างขวางมันเป็นผลของความพยายามวงการอุตสาหกรรมเภสัช
     บริษัทยาส่วนมากประกอบไปด้วยเภสัชกรที่เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและเป็นผู้ทำงานอยู่ในบริษัท ทั้งภาคผลิต ควบคุมคุณภาพ จดทะเบียนยา ค้นคว้าวิจัยและพัฒนา แสดงให้เห็นว่า เภสัชอุตสาหกรรมของเยอร์มันนีและเภสัชกรเยอร์มันนี ให้คุณซึ่งกันและกัน(เกื้อหนุนซึ่งกันละกัน) ดังที่ Georg Urdang ได้กล่าวไว้ในปีค.ศ.1931 วงการอุตสาหกรรมได้ให้อะไรอย่างมากต่อวงการเภสัชกรรม ในทางกลับกันเภสัชกรรมก็ถือเป็นเซลกำเนิดของวงการอุตสาหกรรม ให้บุคคลากรที่ดี เภสัชกรได้สร้างกระแสเคลื่อนไหวจากปร้อมปราการการผลิตขนาดมหาศาลกระโจนสู่พลังแห่งความคิด เภสัชกรรมเป็นบ้านและที่อยู่อาณาบริเวณของทั้งเภสัชกรรมและอุตสาหกรรม
----------------------------------------

แปลและเรียบเรียงจาก...The Pharmacy / Windows on History Editiones Roche, Basel, Switzerland

วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ประวัติย่อการแพทย์,เภสัชกรรม



                                                         ภาพจาก www.ancienttimes.net




              ประมาณร้อยละ 25 ของผลิตภัณฑ์ยาและเภสัชในสมัยปัจจุบันเป็นสสารที่สกัดได้จากพืชชั้นสุงและหากรวมพืชชั้นต่ำ แบคที่เรียจุลทรีย์ไปด้วยจะเป็นจำนวนถึงร้อยละ 50 ที่เดียวในหลาย ๆ กรณีส่วนใหญ่การใช้ยาเภสัชผลิตภัณฑ์แผนปัจจุบันก็เหมือนการใช้ประโยชน์ยาพื้นบ้านจากตัวยาออกฤทธิ์สารที่สกัดจากพืชสมุนไพร ยิ่งไปกว่านั้น นักวิทยาศาสตร์กำลังแสวงหาสารออกฤทธิ์ที่หวังว่าจะไม่เกิดอาการไม่พึงประสงค์ (side effect )เหมือนกับสมุนไพร สารสกัดจากสมุนไพร หยาบ ๆ ที่ไม่เกิดอาการไม่พึงประสงค์ ถ้าจะถามนักวิทยาศาสตร์ว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ว่า พืชบางชนิดจะสร้างองค์ประกอบแห่งความปลอดภัยอยู่ภายในทิ้งไว้ในต้นตลอดกาล เพื่อจะลดภาวะอาการไม่พึงประสงค์ ด้วยความหวังที่จะตอบคำถามนี้ นักวิจัยหลายท่านได้มองย้อนอดีตแพทย์แผนโบราณ ในยุคนั้นได้ตั้งสมมุติฐานที่ว่า หมอยา พฤกษสมุนไพรนั้นได้ใช้การรักษาจากพืชชนิดเดียวกันติดตัวมาหลายชั่วอายุคนและมันให้ผลการรักษาจริง ๆ

การรักษาในยุดแรก ๆ (Earliest  Treatment )

           ในสังคมยุคโบราณ มนุษย์จะมองการเจ็บป่วยเป็นการลงโทษจากพระเจ้า การรักษาจะใช้พิธีการสวดมนต์ ประกอบพิธีกรรมเป็นหลัก โดยถือว่าเป็นยาวิเศษ ยาส่วนใหญ่ได้จากต้นไม้ พืชแถบท้องถิ่นบริเวณนั้น ๆ แม้นว่าจะคัดเลือกเอาจาก สี,รูปลักษณ์,กลิ่นและการที่มาของต้นตอไม่ได้โดยลำพังก็ตามแต่ก็อาจพูดได้โดยรวมว่า การใช้ยาจากสมุนไพรชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดในการรักษาเป็นผลมาจากการลองผิดลองถูกต่ที่จะอธิบายว่าผู้คนที่อยู่คนละฟากมหาสมุทรฝั่งทวีปมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันกับมีแนวทางรักษาที่ใช้ตัวยาชนิดเดียวกัน,ที่คล้าย ๆ กันหรือมีความสัมพันธ์กันมีลักษณะเฉพาะที่เห็นได้เด่นชัด  นักโบราณคดีขุดค้นบริเวณหุบเขาแถบอีรัก พบซาก มนุษย์นีแอนเดลธาล(Neanderthal) เมื่อหกพันปี ขุดพบพร้อมซากพืชที่ยังคงใช้ในการรักษาแบบพื้นบ้านของผู้คนในท้องถิ่นนั้น ตัวอย่าง เช่น ต้น marshmallow, yarrow , groundsel  ชาวไวท์อินเดียนเม็กซิกันได้ใช้ต้น เพอโยตแค๊กตัส มาหลายพันปีแล้วปัจจุบันเรารู้ว้าต้นเพอโยต(peyote) มีคุณสมบัติออกฤทธิ์หลอนประสาทและยังค้นพบสารออกฤทธิ์ทางยารักษาบาดแผลเป็นยาปฏิชีวนะ พวกชาวซูมาเรียนที่อยู่แถบแม่น้ำไทกริส ยูเฟตริสประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล จากตัวหนังสือดินเหนียวพบว่าพวกเขาใช้ ฝิ่น ชะเอม ต้นไทม,มัสตาทและสารเคมีพวกกำมะถัน   ต่อมาพวกบาบิโลนใช้พวก galbamum,storax ที่เป็นไวน์ทำยาพอก,ยาถูนวด

การแพทย์ยุคอียิปต์โบราณ (Ancient Egyptian Medicine )

มาถึงยุคอียิปต์มีผู้ชำนาญการแพทย์ ชื่อ อินโฮเทพ(Inhotep) ซึ่งต่อมากลายเป็นเสมือนเทพเจ้าการรักษาของอียิปต์ ในยุคอียิปต์โบราณมีตำราเกิดขึ้นบันทึกเขียนบนกระดาษ ชื่อว่า 'The Ebers Papyrus' ได้ชื่อมาจากชาวเยอรมันนักโบราณคดีอียิปต์ที่ชื่อว่า Georg Ebers เขาค้นพบและนำมาเปิดเผยในปี ค.ศ.1873 ค้นพบมันได้ที่ necropolis นอกเมือง Thebes เชื่อกันว่า ได้ถูกเขียนไว้ใน ศตวรรษที่ 16 ในเภสัชตำรับนี้มีสูตรยา 800ตำรับและกล่าวถึงตัวยา 700 ชนิดเช่น ยาดำ Aloe,wormwood ,pepermint,น้ำมันละหุ่ง (castor oil),henbane,มดยอบ(myrth) hemp dogbane,mandragora โดยตัวยาเหล่านี้แพทย์อียิปต์จะเตรียมในรูปของยาชง ,ไวน์ ,ยาต้ม,ยาลูกกลอน,ครีม และยาพอก(paultics) ตำรับ Ebers Papyrus ได้กล่าวถึงตัวอย่างยาชนิดหนึ่งนำเสนอต่อชาวอียิปต์เพื่อใช้สำหรับโรคเบาหวานนอกจากนี้มีการแนะนำให้ใช้โคลนพอกและขนมปังที่มีเชื้อราขึ้น พอกบาดแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เมื่อเวลา 1,000 ปีต่อมา เราพบว่า ดินโคลน,ขนมปังราขึ้นจะมีเชื่อจุลทรีย์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของยาปฏิชีวนะที่ใช้ในปัจจุบัน

ตำรับยาภาษาจีน,ฮิปบรู,และสันสกฤต(Chinese,Hebrew,Sanskrit Writing)

ไม่เพียงแต่ด้าน อียิปต์โดยลำพังเท่านั้นทีมีบันทึกตำรับยาเมื่อประมาณ 2000 กว่าปีก่อน มีเภสัชตำรับของจีนที่ ชื่อว่า ' Pen Tsao 'ใช้กันแพร่หลายในยุคจักรพรรดิ์' Shen Nung 'เภสัชตำรับนี้อธิบายการใชัน้ำมันกระเบา (chaumoogra oil) จากต้นกระเบารักษาโรคเรื้อน ตำรา 'Pen Tsao' ก็เหมือนตำราในยุคต่อ ๆ มาที่เปิดกว้างให้ค้นคว้าหาตัวยาใหม่ ๆมีต้นไม้ยาอื่นเช่น Hemp dogbane ฝิ่น โกฎฐ์น้ำเต้า และ aconite มันเป็นเภสัชตำรับเล่มแรกที่ระบุ ถึงต้น มั่วอึ้ง (chinese ephredra) ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต,ลดไข้,ขับปัสสาวะ,ลดอาการไอ,ช่วยให้หลอดลมโล่ง สารออกฤทธิ์ของมั่งอึ้งนี้ถูกลืมเลือนไปสิ้น จนถูกค้นพบขึ้นใหม่ ณ.ต้นศตวรรษที่ 20 ที่เรารู้จักกันในนาม อีฟรีดรีน (Ephedrine) ตัวยาสำคัญที่ใช้ลดอาการหืดหอบ เนื่องจากอาการแพ้ฝุ่นละออง ไข้ละอองฟางและหวัด
พวกชาวยิว ในยุค คัมภีร์ไบเบิลเก่า เป็นที่กล่าวขานถึงมาตราฐานอนามัยความสอาดของชุมชนแม้แต่พวกประชาชนเขตรอบแหลมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนยากจนการใช้พืชต้นไม้เพื่อประโยชน์ทางยาเป็นวัฒนธรรมที่ยอมรับ หนังสือของ Ecclsiasticus หรือ ไซรัส (sirach) ได้กล่าวเสริมว่า " พระองค์(พระเจ้า ) ได้สร้างยาจากปฐพี ผู้รู้แจ้งย่อมค้นพบมัน(รู้ค่าของมัน) มีพืชสมุนไพรหลายชนิดตั้งแต่ต้น จูนิเปอร์(juniper) ถึงแมนเดร็ก (mandrake) จากต้นฝ้าย (cotton) ถึงต้นมัสตราด (mustard) ซึ่งจะให้สารที่ใช้ทางยาในยุค คัมภีร์ไบเบิลเก่า old testament
ในอินเดีย แพทย์พื้นเมืองอินเดียหลายชั่วอายุคนได้ถือคัมภีร์อายุรเวท (Ayurvede ) เป็นคัมภีร์แพทย์ของฮินดูคาดว่าถูกเขียนขึ้นในช่วงแรกศตวรรษ  อาจเลยไปถึงยุค ฤษี ฤค (Rig Veda)และบทสวดมนต์ที่มอบให้เทพเจ้าแห่งยาเสพติด "โซม่า" (Soma) ตั้งแต่ได้ค้นพบฤทธิ์ยาเสพติดและฤทธิ์หลอนประสาทจากเห็ดชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Amanita muscaria คัมภีร์ อายุรเวทถูกเขียนบันทึกครั้งแรกเป็นภาษาสันสกฤต ได้ระบุถึงพืชสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาเช่น ระย่อม(Rauvolfia serpentiana) ต่อมาพบว่ามันมีสารออกฤทธิ์ทางยาที่ชื่อว่า reserpine  นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์ที่ชื่อว่า' The Charaka Samhita 'ของอินเดียรจนาระบุถึงต้นไม้ยาสมุนไพรถึง 500 กว่าชนิด
อิทธิพลยุคกรีก(The Greek Contribution)

กรีกยุคโบราณได้สร้างเทพเจ้าและเทพไว้หลายองค์ ชื่อของเทพเหล่านั้นจะถูกบันทึกลงในตำรับยายุคแรก ๆ  เทพที่สำคัญคือ" เทพเอสกลีเพียส" เป็นเทพแห่งการแพทย์ สัญญาลักษณ์คือ งูพันไม้เท้า ที่เรียกขานกันว่า 'คาดูซีอุส'(caduceus) ปัจจุบันยังคงใช้เป็นสัญญาลักษณ์ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน  ในยุคกรีกโบราณงานแพทย์ถูกปฏิบัติโดย   แพทย์ฆราวาสที่ไม่ใช่หมอพระ เป็นแพทย์ที่มุ่งต่อการศึกษาไม่ยึดติดกับศาสนาที่ชื่อว่า บุตรเทพเอสคลีเพียส ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาในโบสถ์วิหารที่สร้างเป็นเกรียติให้แก่ เอสคลีเพียส การรักษาเต็มไปด้วยบทสวดมนต์และสรรเสริญและความลึกลับดำเนินเป็นไปเวลาหลายวันมีการอดอาหารและอาบน้ำ มันทำให้อารมณ์ผู้ป่วยสงบเยือกเย็น (การอดอาหารจนกระเพาะว่างมันอาจช่วยให้ตัวยาสมุนไพรออกฤทธิ์ได้ดี หลังจากได้อาบน้ำชำระกายแล้วจะเช้าไปในห้องศักสิทธิ์ นอนลงบนกองเลือดของสัตว์บูชายัญที่ถูกสังเวยและหมอจะปรากฎกายในรูปเทพเอสคลีเพียสในตอนกลางคืนด้วยงูบูชาที่ถูกสังเวย จะปลุกคนไข้ให้ตื่นโดยมีผู้ช่วยหมอ เป็นการแทรกความฝันของคนไข้ ปฏิบัติทุก ๆ วัน ถ้าคนไข้หายป่วย ก็จะมอบรูปปั้นส่วนของร่างกายที่รักษาหายให้ แก่วิหารเป็นการสักการะ

ประมาณ 400 ปีก่อนคริตศักราช มีชาวกรีกนามว่า " ฮิปโปเครติส " สร้างปรากฏการณ์ทางแพทย์ออกจาก ไสยศาสตร์และความเชื่องมงายทางศาสนา เขาเน้นว่าการแพทย์เป็นเรื่องของศาสตร์และศิลป์  ฮิปโปเครติส ได้รับการขนานนามว่า เป็นบิดาของการแพทย์สมัยใหม่ การสั่งสอนของเขาเน้นในเรื่อง การอดอาหาร การดำรงวิถีชีวิตที่ควร การออกกำลังกาย การได้รับแสงแดดและน้ำอย่างพอเพียง เขาวางหลักการทางแพทย์ไว้ว่า    "สิ่งสำคัญคือการรักษาที่ไม่ก่อเกิดอันตราย "  ฮิปโปเครติส เชื่อว่า ธาตุทั้ง 4 คือ ไฟ,น้ำ,ดิน,ลมเป็นตัวแทนร่างกายของมนุษย์ แทน น้ำย่อยสีเหลือง yellow bile ,น้ำเหลือง phlegm, น้ำย่อยสีดำ black bile และเลือด  สุขภาพของคนอยู่ที่ภาวะสมดุลย์ของธาตุทั้งสี่ หรือ' cardinal juices ' นั้นคือความเข้มแข้งในร่างกาย เมื่อเกิดภาวะไม่สมดุลย์ทำให้คนเกิดเจ็บป่วย สุขภาพสามารถฟื้นฟูได้โดย ทำให้ร่ายกายหลั่งส่วนเกิน ' juices ' ออกมาในรูปของ การเอาเลือดออกมา ,ให้ยาถ่าย,ใช้ยาขับปัสสาวะ,การขับเหงือ ,ทำให้อาเจียร โดยยาถ่าย จะใช้ aniseed,asses'milk และเม็ดละหุ่ง ส่วนพืชสมุนไพรที่ใช้ขับปัสสาวะ คือ parsley,thyme ,fennel และ celery  ตำราของฮิปโปเครติสกล่าวถึงพืชที่ใช้รักษาถึง 300 ถึง 400กว่าชนิด หลังยุคฮิปโปเครติสก็มาถึงยุคอริสโตเตลมีความพยายามจัดทำบัญชีรายการพืชที่ใช้ทางยาลูกศิษย์อริสโตเติลที่รู้จักกันในนาม'ทรีโอฟราตุส'(Theophratus)เป็นนักพฤกษศาสตร์ได้แต่งตำราของเขาเกี่ยวกับต้นไม้ ให้ความรู้ทั้งในด้านการแพทย์และพฤกษศาตร์ได้ถูกถ่ายทอดในเวลาต่อมา  ในยุคศตวรรษแรก  ชาวกรีกจะเป็นผู้บุกเบิกเภสัชตำรับสมัยใหม่และมีอิทธิพลอยู่ในด้านตำรายาสมุนไพร เป็นเวลามากกว่าหนึ่งพันปี ตำราที่ชื่อว่า ‘ De Materica Medica ‘ ประกอบด้วยพืชยาหลายร้อยชนิดผู้แต่งตำรามีชื่อว่า ‘ Dioscorides ‘บุคคลสำคัญคนหนีงในกรีกโบราณยุคสุดท้ายที่ขยายเงาใหญ่ครอบคลุมการแพทย์สมัยใหม่

ยุคโรมันก้าวหน้า (Roman Advances)
ก่อนที่ตำราของ ‘ Dioscorides ‘เกิดขึ้นเล็กน้อยนั้น ทางอาณาจักรโรมันได้แพร่อำนาจมาถึงยุโรปดินแดนรอบ ๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ภายใต้การปกครองของโรมันทำให้เกิดการปฏิวัติทางสาธารณสุขอยู่สองเรื่อง

ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์วงการสาธารณสุขก็ว่าได้ คือ หนึ่งการดืมน้ำสะอาดบริสุทธิ์ และสองระบบขจัดขยะ   สำหรับอนามัยส่วนบุคคล ในศตวรรษแรก จะมุ่งไปยัง การอดอาหาร,ยา และการผ่าตัด โรคที่เกี่ยวกับการติดเชื้อทั้งหลายจะถูกรักษาด้วยการอดอาหารและการผักผ่อน ในหลักการของฮิปโปเครติส การปรับสมดุลย์ร่างกายโดยวิธีผ่าตัด ซึ่งโดยมากเป็นการนำเลือดออกจากร่างกาย มีการใช้น้ำผึ้งและไวน์ช่วยในการผ่าตัด นอกจากนี้ก็ใช้ สมุนไพร ผักชี,ยี่หร่า รวมทั้งพืชที่ใช้เป็นยาถ่ายล้างลำไส้   นี่เป็นยุคของ ตำรา "Theriac"   คำที่มาจากภาษากรีก Theriakon, ‘การรักษาอาการที่ถูกสัตว์กัด'   Theriac เป็นการผสมผสานระหว่างต้นไม้พืชสมุนไพรหลาย ๆชนิดโดยมักจะมีฝิ่นเป็นพื้นฐาน แนวทางของการรักษาแบบ Theriac คือการบรรเทาอาการเท่านั้นแล้วปล่อยให้ธรรมชาติดำเนินการต่อไป กลุ่มยาที่ใช้แก้ถอนพิษที่เรียกว่า " Mithridates " เป็นที่มีชื่อของตำรา Theriac มันถูกนำมาใช้ในศตวรรษที่หนึ่ง โดย กษัตริย์แห่งพอนตุส (Pontus)อาณาจักรฝั่งทะเลดำทีมีพระนามว่า "Mithridate Eupator " ต่อมาถูกยึดครองโดยพวกโรมัน นายพลปอมเปอีเมื่อ 66ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์ ไมทริเดส(Mithridate) มีพระชนม์ชีพอยู่ด้วยความกลัวว่า จะถูกลอบปลงพระชนม์ด้วยการวางยาพิษ พระองค์หาทางกำจัดประหารญาติ พี่น้อง และด้วยกลัวว่าจะถูกวางยา พระองค์จึงทดลองประกอบยาพิษต่างและลองกินแต่น้อยๆ อ่อนๆ คิดว่ามันจะได้สร้างภูมิต้านทานให้พระองค์ได้ เช่น ดืมเลือดจากเป็ดที่ถูกพืชมีพิษ นามของพระองค์ต่อมาถูกนำมาใช้ตั้งเป็นชื่อ สกุล ของต้นไม้ว่า Eupatorium พวกสกุลนี้ยังแยกออกเป็นชนิดต่าง ๆได้ 40-1,000ชนิด ต่อมากษัตริย์ ไมทริเดส สิ้นพระชนม์ลงยาต้านพิษตำรับของพระองค์ถูกพัฒนาปรับปรุงโดย  แอนโดรมาชุส(Amdromachus)แพทย์ประจำพระองค์กษัตริย์นีโร  จนกลายเป็นตำรับใหม่ชื่อว่า Andromachus theriac มีส่วนประกอบด้วย 70ส่วนของ ผัก แร่ธาตุและเนื้อสัตว์

                                ในศตวรรษที่หนึ่ง ปลีนี (Pliny)เขียนหนังสือชุด "ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ"เป็นการรวมรวบตำรับตำราของทั้งกรีกและโรมันนับพัน ๆ เล่มเขียนขึ้นเป็นชุดเนื้อหาสาระของชุดหนังสือนี้ถูกถ่ายทอดตกมาเป็นการรักษาแบบพื้นบ้านชนชาวยุโรปและอเมริกา ประวัติศาสตร์ธรรมชาตินำเสนอข้อบัญญัติที่ว่า นานมาแล้วที่ธรรมชาติได้เกื้อหนุนและสนองต่อมวลมนุษย์จะมีพืชพรรณนา ๆ ชนิดอย่างอุดมสมบรูณรองรับความต้องการของมนุษย์ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอาหาร,เครื่องนุ่งห่ม,ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค

ในช่วงเวลาเดียวกับ ปลินี่ก็มีนายแพทย์ที่โด่งดังอีกท่านหนึ่งชื่อว่า กาเลน(Galen)ประกอบอาชีพแพทย์อยู่ในกรุงโรม ในตอนแรก กาเลนจะสนใจศึกษาอยู่กับเรื่องราวของสัตว์มากกว่าเรื่องของพืช เขาปฏิวัติวงการแพทย์โดยนำการทดลองกับสัตว์และเฝ้าสังเกตุเชิงวิทยาศาสตร์  แม้ว่าหลาย ๆ ทฤษฎีที กาเลนตั้งขึ้นจะถูกพิสูจน์ภายหลังว่า ผิดเพราะว่า กาเลนสมมุติให้ร่างกายของสัตว์เหมือนร่างกายของคน ยาที่ทดลองกับสัตว์ได้ผลแล้วมาทดลองกับคนโดยตรงทันที แม้นจะถือได้ว่าเขาเป็นคนแรกที่บุกเบิกการทดลองการแพทย์แต่ก็ไม่มีผู้สนใจบรรดาศานุศิษย์ของเขาต่อมายังยกให้เป็นเรื่องของการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพราะเขารักษาโรคโดยใช้สิ่งที่ดีทีสุดที่เขาค้นหาและเลือกสรรมา การรักษาของกาเลนจะใช้พืชสมุนไพร ส่วนพวกศานุศิษย์ของเขาได้เพิ่มเติมพวกแร่ธ่าตุไปด้วย ในยุคของกาเลนนี้ จะเกิดทฤษฏีของการรักษา สองแบบคือ หลักการที่ว่า ให้แก้ไขรักษาโรคโดยสิ่งที่มีคุณสมบัติอยู่ตรงข้ามกับโรค (The divergent medical theories of allopathic)และอีกหลักการที่ว่า รักษาโรคด้วยตัวยาที่เหมือนกับมัน (Homeopathic)

การแพทย์ภายใต้ศาสนจักร (Medicine under the church)
ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 400-1500 เป็นช่วงสงครามครูเซด,ยุคการสอบสวน  ทางศาสนาจักรจะเข้าควมคุมวิทยาศาสตร์การแพทย์และมีอำนาจอื่นเสร็จสรรพ การแพทย์ทีเดิมถูกใช้ไปกับผู้ป่วยคนไข้กลายเป็นเครื่องมือการเผยแผ่ศาสนา ทางศาสนาจักรจะเห็นว่า การเจ็บป่วยเป็นการลงโทษแก่ผู้มีบาป คนไข้เพียงแต่สวดมนต์อ้อนวอน  อย่างไรก็ตามวิชาความรู้ทางแพทย์จากกรีก,โรมันได้ถูกจัดเก็บเป็นเอกสารโบราณในวัด โบสถ์ ศาสนสถานต่าง ๆ  แม้นว่าฝ่ายศาสนาจักร์จะไม่ยอมรับหรือส่งเสริมความก้าวหน้าการแพทย์ของพวกที่ไม่ใช่ชาวคริสเตียนก็ตามแต่อำนาจก็อาจขัดขวางพวกบัณฑิตนักศึกษาที่อยู่ตามสวนสมุนไพร อุทยาน หรือชาวบ้านตามแถบภูมิภาคชนบทได้ พวกหมอยาสมุนไพร นักพฤกษศาสตร์ ยังไม่ถูกรบกวนอย่างไรก็ตามกฎระเบียบของชาวคริสเตียนเพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลานี้ พืชต่างๆยังมีชื่อเชื่อมโยงไปทางนักบุญมากขึ้น เช่น เยซู,แมรี่,เซนต์    ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงปลายยุคกลางอำนาจศาสนาจักรเช้มแข้งมากมีความก้าวหน้าทางแพทย์สองอย่าง ในเมืองคือ  โรงพยาบาล ระบบที่นำส่งผู้ป่วยคนไข้โดยไม่ต้องเสียค่าใข้จ่ายเกิดที่ในเมืองไบซานเทียม (Byzantium) เดิมชาวคริสเตียนจะถูกเรียกเก็บเงินอย่างสูงจากหมอชาวโรมัน ให้บริการรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อน และนักเดินทางความก้าวหน้าอย่างทีสองคือ โรงเรียนหรือวิทยาลัยการแพทย์ที่ปราศจากข้อบัญญัติทางศาสนาและเชื้อชาติ  โรงเรียนแพทย์ที่มีชื่อก่อตั้ง ณ.เมือง ซาลีรโน  โดยผู้ก่อตั้งสี่ท่าน ที่ชื่อว่า Adale the Arab, Salernus The Latin ,Pontus the Greek และ Elinus the Jew  นักศึกษาที่วิทยาลัย ซาลีโน จะกระตือรือล้นกับการได้ทดลองหาคุณสมบัติพืชสมุนไพรต่าง ๆ หนึ่งในบรรดานั้นคือยาสลบที่ใช้ในการผ่าตัด ซึ่งตัวยาจะมีฝิ่น,mandragora(mandrake)  และต้น henbaneในส่วนเท่า ๆ กันผสมกับน้ำห่อผ้านำไปพอกปิดจมูก มีรายงานว่า ทำให้คนไข้หลับยาวสนิท  ไม่รู้สึกเจ็บปวด

 การแพทย์อาหรับ,ยุคเล่นแร่แปรธาตุในสมัยกลาง Arab Medicine and Alchemy
นอกจากพวกคริสเตียนแล้ว อิทธิพล วัฒนธรรมอิสลามก็มีส่วนดำเนินการบุกเบิกงานทางแพทย์ของกรีกเหมือนกัน การแปลงานสมัยแรกของกรีกมาสู่ภาษาของต้นเองพวกอาหรับจะกลั่นกรองตำรับทฤษฎีต่างๆ บนพื้นฐานการทดลองกับคน นอกจากนี้พวกอาหรับยังเพิ่มเติมพืชสมุนไพรบางชนิดลงไปด้วยเช่น ต้นการบูน หญ้าฝรั่น (saffron) ผักโขม (spinach) ลงไปในตำรับ    ในยุคนี้มีนายแพทย์ผู้ถือกำเนิดในเปอร์เซีย ตอนต้นศตวรรษที่ 9ได้เขียนตำรับรวบรวมคำอธิบายไข้ทรพิษ(ฝีดาษ)และหัด(measle)ขึ้นเป็นครั้งแรก ราวหนึ่งร้อยปีต่อมาได้มาถึงยุคทองของประวัติศาสตร์อิสลาม นายแพทย์ผู้หนึ่งชื่อว่า "อวิเซนนา"ถือได้ว่าเป็นเจ้าชายของบรรดาแพทย์ทั้งหลายเขาได้เขียนตำราที่ชื่อว่า "His cannon of Medicine" ได้กล่าวถึงคำสอนของ กาเลนและอริสดตเติล ตำราเล่มนี้ได้ถูกใช้ทั่วไปยุโรปใน ค.ศ.ที่17ปัจจุบันในแถบตะวันออกยังคงใช้อยู่ " อวิเซนนา "จะอธิบายโรคหลายชนิด เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ,บาดทะยัก   พวกอิสลามได้สร้างโรงพยาบาลสำหรับประชาชนทั่วไป,สร้างรากฐานการศึกษาทางแพทย์  ริเริ่มให้มีการตรวจวินิฉัยและการออกใบอนุญาติประกอบวิชาชีพแพทย์ มีนักปราช,นายแพทย์เชื้อสายยิวผู้หนึ่งชื่อว่า " Maimonides "หรือเรียกว่า " Moses ben Maimon "ประกอบอาชืพอยู่ในกรุงไคโร ในศตวรรษที่ 12 เป็นผู้บุกเบิกการแพทย์อิสลามด้วยในยุคนี้ แม้ว่าพวกอาหรับจะนำหลักปรัชญาผสมกับหลักเคมี ที่เราเรียกกันในนามว่า การเล่นแร่แปรธาตุนั้น มันเป็นจุดเริ่มแพร่หลายไปส่วนต่าง ๆ ของโลก เช่น ที่เมืองอเล็กแซนเดรียโบราณ และประเทศจีน เรื่องบางสิ่งยังคงเป็นปริศนา อย่าง ความลับของผ้าห่อศพ การเล่นแร่แปรธาตุนิยมอย่างกว้างขวางในศตวรรษที่ 13 วิชาAlchemy เคมีปรัชญา เป็นวิธีการที่จะนำเครื่องมือในห้องทดลอง ไขปริศนาเข้าไปในธรรมชาติ,จักรวาล นักเล่นแร่แปรธาตุมักจะใช้แร่ธาตุหลายชนิด เป็นโลหะต่าง ๆ ในการทดลอง จึงทำให้ผู้คนพลอยคิดไปว่า พวกเขาจะเปลี่ยน โลหะให้เป็นทอง    บรรดานายแพทย์ชาวอาหรับหลายท่านเช่น ราธซีส และ อวิเซนนา เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุด้วย  การทดลองตัวยา มักใช้พวกแร่ธาตุเป็นหลักพยายามทีจะพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แร่ธาตุในจำนวนนี้ได้แก่ ปรอท ซึ่งใช้รักษาโรคผิวหนัง การใช้ปรอทได้นิยมมายาวนาน รวมทั้งโรคซิฟิริส  ยุคทองของนายแพทย์อาหรับมาสิ้นสุดลงจากการเผยแพร่อิทธิพลของ
พวกมงโกล ในศตวรรษที่ 13 วิทยาลัยการแพทย์ "ซาลีโน." ได้ถูกล่มสลาย  ขณะที่ทางฝรั่งเศลได้ก่อเกิดขึ้น สองแห่ง กล่าวได้ว่าเป็นรุ่งอรุณแห่งยุคเรเนอร์ซองเจิดจ้าบนฟากฟ้ายุโรปการแพทย์เจริญอย่างมีอิสระห่างจากอิทธิพลของศาสนาจักร   วิทยาลัยแพทย์ทีมีชื่อที่สุดเห็นจะได้แก่ มหาวิทยาลัยแห่ง โบล็อกนา
 ยุคเรเนอร์ซอง   The Renaissance

          ในห้องประชุมบรรยายของมหาวิทยาลัย โบล็อกนา ณ.ปลายศตวรรษที่ 13 มีการผ่าตัดศพเพื่อการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ โดย    ลีโอนาโด ดาวินซี ผู้ยิ่งใหญ่ได้แรงบันดาลใจผลักดันจากการศึกษาโครงสร้างร่างกายมนุษย์ ได้ทำการผ่าตัดศพหลายครั้งหลายหน ท่านจึงเป็นทั้งศิลปปินและนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่พร้อมกันในคนเดียวกันสร้างสรร ภาพวาดที่คุณค่าทั้งทางศิลปและวิทยาศาสตร์กว่า 750 ภาพ เป็นภาพกายวิภาคที่ละเอียดละออถือเป็นสมบัติให้ชนรุ่งหลัง หนึ่งในบรรดาแพทย์รุ่นหลังต่อมา คือ แอนดรีรัส เวซาเลียสนายแพทย์ระดับศาสตราจาร์ย ของมหาวิทยาลัย พาดูอ(Padua) การผ่าตัดของ เวซาเลียสถูกเขียนเป็นตำราการแพทย์กายวิภาคที่ชื่อว่า  " On the Fabric of the Human " ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1543 เป็นตำราพื้นฐานด้านกายภาคของมนุษย์ยุคใหม่ ที่ถูกต้องและพัฒนาขึ้นมากกว่าของ กาเลน มาก   ผลงานของลีโอนาโด ดาวินซีและ เวซาเลียส แปลเปลื่ยน มาเป็นตำราผ่าตัดและผู้ที่นำมาสร้างคุณประโยนชเห็นจะได้แก่ Ambroise Pare หมอทหารผ่าตัด ชาวฝรั่งเศล ได้ชื่อว่า เป็นบิดาแห่งการผ่าตัดสมัยใหม่ทีเดียว    การใช้สมุนไพรเป็นยารักษายังคงเป็นดำเนินอยู่ ในตำราของ ไดออสคอลไรด์ ถูกนำมาทดลองและตีพิมพ์เป็นตำราใหม่ โดย"เปียโร มัทติโอลิ " Piero Mattioli
 อิทธิพลของพาราเซลอุส Paracelus ' influential Ideal      

          ในยุคเรเนอร์ซองนี้ ปรัชญาการแพทย์ทีมีอิทธิพลถึง 100 ปีเป็นของ ทรีโอฟราซุส หรือที่รู้จักกันในนาม พาราเซลอุส (Paracelus) นายแพทย์ชาวสวิสผู้มีชื่อเสียงรู้จักกันทั่วยุโรป สมัยเรเนอร์ซอง ให้หลักการว่า ให้มองพิจารณาธรรมชาติเป็นศูนย์กลาง พืชไม่เพียงสร้างสิ่งมีประโยชน์แก่มนุษย์เพียงด้านเดียว แต่บรรดาพืชแต่ละชนิดจะแสดงภาพสัญญาลักษณ์บอกความหมายของการรักษาด้วย ตัวอย่างเช่น ต้นโคมจีน มีวงกลีบเลี้ยงของดอกของมันเป็นรูปเหมือนกระเพาะปัสสาวะ สามารถใช้รักษาโรคทางเดินปัสสาวะได้  พืชทีมีใบเหมือนรูปหัวใจจะใช้รักษาโรคหัวใจ อะไรทำนองนี้ อย่างไรก็ตามไม่เพียงแต่เป็นเจ้าทฤษฎี บ่งบอกสัญญาณเท่านั้น พาราเซลอุส ยังได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งเคมีวิทยาศาสตร์อีกด้วย  เขาถือได้ว่าเป็นผู้เก่งกาจที่สุด ในเรื่องเตรียมยาด้วยปฎิกิริยาทางเคมี พาราเซลอุส เป็นนักศึกษาวิชาปรัชญาเคมี (Alchemy) ผู้หนึ่งที่สนับสนุนการใช้ธาตุโลหะเตรียมเป็นยารัปประทาน เช่น ปรอท และพวง  โชคไม่ดีที่บรรดาแพทย์รุ่นหลัง ๆ ได้ใช้ธาตุโลหะเหล่านั้นเป็นยารัปประทานตามกันมาโดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัด,ข้อระวังข้อห้ามที่ พาราเซลอุสทำการศึกษาและบันทึกเขียนไว้ว่า "ยาพิษทุกอย่างไม่พิษเสมอไปขึ้นอยู่กับขนาดที่ใช้ "และหลักปรัชญาที่ว่า " ถ้ามากจะเป็นยาพิษแต่น้อยพึงรักษา "  ดังนั้นจึงถือได้ว่าเขาเป็นผู้หนึ่งในการสนับสนุนหลักการรักษาแบบ Homeopathy ที่ว่าใช้สิ่งที่คุณสมบัติเหมือนกับโรค,อาการคนไข้รักษาคนไข้  ต่อมาอีก 300 ปี นายแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ ซามูมเอล ฮาทนีมานน์ (Samuel Hahnemann)นำหลักการนี้มาใช้อย่างกว้างขวาง หลักการรักษาแบบ Homeopathy เชื่อว่าอาการเจ็บป่วยทั้งหลาย เป็นวิธีหาทางของระบบร่างกายทีจะขจัดรักษาโรคด้วยตัวมันเอง  ดังนั้นปริมาณยาที่ทำให้เกิดอาการเดียวกับที่คนไข้เป็นโรคนั้นอยู่ถ้าใช้จำนวนน้อยที่สุดจะกระตุ้นระบบสุขภาพของร่างกายให้ต้านโรคได้

เส้นทางสู่การแพทย์ยุคสมัยใหม่ Toward Modern Medicine
                วิทยาศาสตร์ได้ปลุกกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น ศิลปะวิทยาของผู้คนตามยุคต่าง ๆ เพิ่มเติมอย่างเป็นขั้นตอนต่อมวลมนุษย์ ในยุคเรเนอร์ซองนี้ ในต้นปี ค.ศ.1600 ชายผู้มีนามว่า วิลเลี่ยม ฮารเวย์ ได้อธิบายระบบไหลเวียนโลหิตเป็นครั้งแรก  มีการพัฒนากล้องจุลทรรศ ขึ้นปลาย ค.ศ.นี้โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวดัทช์ อันโทนี่ ลีแวนฮุก  ทำให้สามารถศึกษาพวกเชื้อจุลทรีย์ได้   เอ็ดเวดเจนเนอร์ สามารถใช้ฝีหนองจากวัวมาทำเป็นวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษเป็นปฐมบทแห่งการสร้างภูมิคุ้มกันโรค  การค้นพบการแพทย์ได้ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 19 ทฤษฎีที่ว่า จุลทรีย์เป็นต้นต่อให้เกิดโรคได้ตั้งขึ้นโดย หลุย ปาสเตอร์  และโรเบริต์ คุช ได้นำการผ่าตัดโดยปราศจากเชื้อมาใช้  เราต้องขอบคุณ Ignaz Semmeweis ผู้เน้นหนักถึงความสอาดเวลาจะทำคลอดบุตร  อีกท่านผู้หนึ่งคือ โจเซฟ ลีสเตอร์ ที่สานต่อนอกจากความสอาดแล้วต้องปราศจากเชื้อจุลทรีย์ด้วย  ในปี ค.ศ.1840 ทันตแพทย์ชื่อ วิลเลียม ที มอร์ตันได้แสดงคุณค่าของ อีเธอร์ทีมีคุณสมบัติใช้เป็นยาสลบได้ซึ่งสามารถช่วยให้การผ่าตัดง่ายขึ้นและลดความเสี่ยงจากการใข้ยาสลบแบบเดิมลง ในปี ค.ศ.1898 สองสามี-ภรรยาตระกลูคูรี ได้ค้นพบการแพร่กัมมันตภาพรังสีของธาตุเรเดียม ซึ่งได้ถูกนำมาใช้รักษาโรคมะเร็งและโรคอื่น ๆต่อมา

                การแพทย์และเภสัชกรรมได้เจริญเติบโตมาโดยตลอด ทั้งนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจิตใจที่มุ่งมั่นมีเมตตาอุทิศชีวิตเพื่อมวลมนุษย์ชาติของบุคคลในวงการนี้หลาย ๆท่าน เพื่อการเผยแพร่เกียรติคุณของท่านเหล่านั้น คอลัมน์นี้จะขอนำมาเสนอรายชื่อบุคคลสำคัญในวงการแพทย์และยา ในโอกาสต่อไป