จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ยากับผู้สูงอายุ

  

       เมื่อคนเราสูงวัยเข้าสู่วัยชราโอกาสที่จะใช้ยาก็มีมากขึ้น ในสหรัฐอเมริกามีผู้สูงวัยเฉลี่ยใช้ยาตามใบสั่งจากแพทย์ถึง4-5ฉบับร่วมกับยาชื่อสามัญที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปอีกจำนวนหนึ่งด้วย พวกเขาต้องรับประทานยาเป็นเวลาหลายๆปี เพื่อควบคุม โรค อาการเรื้อรัง อย่างเช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคปวดข้อ หรือไม่ก็ใช้ยาป้องกัน การติดเชื้อ อาการปวดหลังผ่าตัด แก้ท้องผูก อื่นๆฯลฯ
     ยาเป็นส่วนสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุ หากปราศจากยาแล้ว ผู้สูงวัยจำนวนมากอาจเสีนชีวิตหรือการดำรงค์ชีวิตไม่สมบรูณ์ได้ มีการปรับปรุงเรื่องสุขภาพอนามัยของผู้สูงอายุมาหลายทศวรรษแล้ว มุ่งไปด้านยาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อหลายชนิด ข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบ เวชภัณฑ์หลายชนิดได้ถูกพัฒนาขึ้นแต่ในอีกด้านหนึ่ง ฤทธิ์ของยาที่ไม่พึงประสงค์ต้องการก็เกิดขึ้นมาด้วยเกิดกับผู้ใช้ เช่นผลข้างเคียงจากการใช้ยา(side effect) บางครั้งรุนแรงบางครั้งก็เพียงทำให้น่ารำคาญอาจกล่าวได้ว่า ผู้ใช้ยาที่มีอายุเริ่มวัยกลางคนขึ้นไปมีความเสียงสูงต่ออันตรายลข้างเคียงจากการใช้ยามากขึ้น     สูงกว่าวัยหนุ่มสาวถึงสองเท่า ยิ่งกว่านั้นอาการข้างเคียงก็มักจะรุนแรงทำให้คุณภาพชีวิตเสื่ยมเสียไปอาจต้องถึงมือแพทย์นอนโรงพยาบาลทีเดียว
        ยาบางชนิดรู้กันเป็นที่แน่นอนแล้วว่า ถ้าผู้ใช้เป็นผู้สูงอายุจะเกิดปัญหา ฉนั้นควรเปลื่ยนไปใช้ยาตัวอื่นแทนที่ปลอดภัยและให้ผลรักษาเท่ากัน อย่างพวกยาช่วยให้นอนหลับหรือคลายวิตกกังวล เช่น Chlordiazepoxide, Diazepam ,and Flurazepam ให้ผลออกฤทธิ์นานแต่ทำให้ผู้สูงอายุกระวนกระวายสับสน หากเปลื่ยนมาใช้ Lorazepam Oxazepam  หรือtemazepam ให้ผลออกฤทธิ์ไม่นานแต่ทำให้ผู้สูงอายุสับสนน้อยกว่าเพื่อหลีกเลื่ยงผลอาการข้างเคียงก่อนใช้จึงควรปรึกษาแพทย์เภสัชกร
เหตุผลที่เกิดความเสี่ยงกับผู้สูงอายุในการใช้ยา  เพราะ
๑.ร่างกายที่มีอายุมากแล้วจะเปลื่ยนแปลงแตกต่างกันออกไป
๒.ผู้สูงอายุกินยามากอยู่แล้วเป็นประจำ
๓.ผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวเป็นทุนเดิม

  ร่างกายที่มีอายุมากแล้วจะเปลื่ยนแปลงน้ำในร่างกายลดลงเปอร์เซนต์ไขมันในร่างกายก็จะสูงขึ้น ยาหลายตัวละลายได้ในน้ำ และหลายตัวละลายในไขมันยาที่ละลายในไขมันจะสะสมในร่างกานมากขึ้นอาจเกิดผลร้าย การเปลื่ยนสภาพของไตและตับจะเสื่อมลงในผู้สูงอายุ ตับเป็นอวัยวะที่ทำการเปลื่ยนแปลงขบวนการทางเคมี(Metabolize)ของยาจะกระตุ้นให้ยาออกฤทธิ์หรือไม่ก็หยุดการออกฤทธิ์ของยาหรือเตรียการสลายของยาเพื่อขับออกจากร่างกายซึ่งส่วนใหญ่ยาถูกขับออกทางไตไปกับปัสสาวะ ตับและไตของผู้สูงวัยจะทำงานได้น้อยลง การขจัดเปลื่ยนแปลงยาออกจากร่างกายก็ได้น้อยกว่าคนวัยปกติ ดังนั้นการใช้ยาในผู้สูงอายุจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความใส่จะมัดระวัง ดังตัวอย่างยารายการต่อไปนี้  
·       ฤทธิของแอนติโคลิเนอร์จิก Anticholinergic จะแสดงอาการเหล่านี้ สับสน มองเห็นไม่ชัดมัว ท้องผูก ปากแห้ง ศรีษะเบา ปัสสาวะยากลำบากและสูญเสียการควบคุมกระเพาะปัสสาวะ
 การเกิดผลต่อผู้ใช้ยาที่สูงอายุนี้อาจไม่ได้เกิดกับยาทุกตัวทุกรายการ แต่มีแนวโน้มเกิดขึ้นต่อผู้สูงอายุเนื่องจากเหตุผลที่ว่า ร่างกายเสื่อมสภาพกว่าวัยปกติและมักจะต้องรับประทานยาเป็นเวลานานตามที่ได้เรียนเสนอไว้แต่ต้นแล้ว ฉนั้นในกรณีจำเป็นบ่อยครั้งที่ต้องลดขนาดการใช้ลงและควรปรึกษาแพทย์เภสัชกรด้วย
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แปลเรียบเรียงจาก..MERCK MANUAL of Health & Aging

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ผลมหัศจรรย์จากการออกกำลัง

               เราทุกคนรู้แล้วว่า  ควรออกกำลังกาย แต่น้อยคนที่รู้ว่ามันเป็นกิจกรรมเดี่ยวที่สำคัญที่สุดสำหรับเราที่สามารถพัฒนาปรับปรุงรักษาสุขภาพ   การเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงลดความเสี่ยงจากการตายด้วยโรคหัวใจ  หัวใจวายหรือโรคเบาหวาน แต่ยังทำให้อารมณ์แจ่มใสสร้างกระดูกลดความเสี่ยงจากการแตกหักเสริมความแกร่งของกล้ามเนื้อ ขยายปอด และขจัดน้ำหนักตัวที่มากเกิน เหล่านี้เป็นเพียงผลที่พวกเราคุ้นเคยและเมื่อสามสี่ปีที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบผลสำรวจจากรายงานการวิจัย เพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกกำลัง พบว่าพวกมัน เพิ่มพลังสมอง ลดความเครียด วิตกกังวล และยังเสริมสร้างสมาธิที่ต้องทำงานหลายๆอย่างในขณะเดียวกันได้ และเสริมสร้างระบบคุ้มกันที่สามารถตรวจป้องกันมะเร็งบางชนิดได้อีกด้วย
               นักวิจัยค้นพบว่า การออกกำลังเพื่อสุขภาพไม่จำเป็นต้องรุนแรง หักโหม มากถึงขนาดนักกีฬาแต่ให้มุ่งเน้นคุณค่าของการเคลื่อนไหวขนาดกลางเป็นครั้งๆ โดยให้ออกกำลังขนาดกลางพอเหมาะนี้อย่างน้อยครั้งละ 30นาทีเป็นเวลา5 ครั้งต่อสัปดาห์ อย่างเช่น การเดินเร็วๆ(brisk walkingการวิ่งจอกกิ่ง( jogging)75 นาทีต่อสัปดาห์ถือเป็นการออกกำลังแบบหนัก 
              เมื่อคุณเข้าสู่จังหวะของการเคลื่อนไหว  ระบบประสาทจะเตรียมอวัยวะร่างกายให้พร้อม เริ่มแรกจะรู้สึกได้กระแสตื่นตัวเพิ่มขึ้น อัตราการเต้นหัวใจเร็วขึ้น หายใจถี่เร็วขึ้นและมีเหงือไหลซึมออกมา กระแสโลหิตที่ไหลเวียนไปสู่อวัยวะภายใน อย่างระบบทางเดินกระเพาะอาหาร และไต ลดน้อยลงเพราะมันไม่จำเป็นต้องเคลือนไหว ขณะเดียวกันเส้นเลือดในกล้ามเนื้อที่กำลังทำงานขยายตัวเพื่อให้นำอ๊อกซิเจนไปเลี้ยงให้ได้มาก ออกซิเจนจะซึมผ่านผนังเซลกล้ามเนื้อเข้สู่ไมโตครอนเดรีย (Mitochrondia) เพื่อนำออกซิเจนไปสะนดาปใช้ให้กำเนิดพลังงานโดยมีโมเลกุลน้ำตาลกลูโคสglucose เป็นเชื้อเพลิง กลูโคสนี้ร่างกายได้จากการย่อยอาหารแล้วดูดซึมมา การที่อ๊อกซิเจนรวมตัวทำปฏิกิริยากับกลูโคสมันจะให้พลังงานได้มากกว่าเกีอบ20เท่าของการที่ไมโตครอนเดียในเซลร่างกายสร้างพลังงานขึ้นมาโดยไม่มีอ๊อกซิเจน ปกติร่างกายจะเก็บในรูปของสารประกอบที่เรียกว่า ไกโคเจน (glycogen) เก็บไว้ในตับและกล้ามเนื้อ ต่อพอการออกกำลังดำเนินไป ไกโคเจนก็เหลือน้อยลง โมเลกุลของไขมันชนิด triglyceride จะถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการเผาผลาญให้เกิดพลังงานภายในจะเกิดสารเหลือใช้ตามมาคือกรด แลคติก(lactic acid)คาร์บอนไดอ๊อกไซค์ซึ่งจะผ่านจากกล้ามเนื้อไปกระแสเลือดแล้วกระจายทั่วร่างกายของเลียที่เพิ่มขึ้นนี้กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาชีวเคมีในสมอง ปอด หัวใจซึงจะช่วยขจัดสารเหล่านั้นทำให้เหนื่อยน้อยลง
            การออกกำลังเสิมสร้างอารมณ์จิตใจให้แจ่มใส นักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายโดยใช้ตัวชี้วัดที่เรียกว่า a sense of euphoria ที่เกิดขึ้นระหว่างออกกำลัง พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่า สมองได้ปล่อยสารที่เรียกว่า เอนโดฟิน(Endophin) สารฮอรโมนนี้มี โครงสร้างเหมือนพวกมอร์ฟืน จึงมีฤทธิ์สร้างอารมณ์แจ่มใสเบิกบาน   นอกจากนี้ยังพบว่าการออกกำลังทำให้ร่างกายเพิ่มบริเวณสมองส่วนที่เรียกว่า ไฮโปแคมปุส(Hipocampus) ซึ่งมีหน้าที่ทำให้คนเราจดจำสิ่งรอบตัวโดยการสร้างเซลประสาทใหม่ๆขึ้น เซลประสาทใหม่ๆนี้ช่วยแยกแยะสิ่งที่คล้ายกัน แตกต่างกัน  ส่วนการป้องกันโรคหัวใจที่เกิดจากไขมันอุดตันเส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจนั้น ตอนแรกพวกเขาเชื่อว่าออกกำลังเป็นประจำจะลดความดันเลือดและลดปริมาณคลอเรสเตอรอลชนิดไม่ดีคือ LDL Cholesterol และช่วยเพิ่มคลอเรสเตอรอลชนิดดี คือ HDL Cholesterol แต่เป็นความจริงบางส่วน การออกกำลังกายจะลดความดันเลือดกับคนบางคนแต่คนส่วนใหญ่ให้ผลน้อย การออกกำลังที่อยู่กับที่เช่น ยกน้ำหนักเล่นเวท (weight) สามารถเพิ่มปริมาณ HDL Cholesterol  แต่ต้องใช้เวลานานหลายเดือน สำหรับ LDL Cholesterol ที่ไม่ดีต่อสุขภาพร่างกายยังมีข้อมูลปลีกย่อยลงไปอีก กล่าวคือ ขนาดของอนุภาค LDL Cholesterol  มีได้หลายขนาด    ขนาดเล็กจะอันตรายจะเป็นอันตรายมากกว่าขนาดใหญ่ทั้งนี้เพราะมันมีโอกาสแตกตัวให้อีเล็คตรอนแล้วกระเด็นกระดอนไปรอบๆเส้นเลือด ทำอันตรายทำลายโมเลกุลและเซลอื่นๆ การออกกำลังจะเพิ่มอนุภาค LDL Cholesterol  ขนาดใหญ่ลดจำนวน LDL Cholesterol ขนาดเล็ก ดังนั้นคนสองคนที่มีค่า  คลอเรสเตอรอลCholesterol  เท่ากันแต่คนที่ออกกำลังกายจะไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

                                                       ภาพจาก SCIENTIFIC  AMERICAN MAGAZINE AUGUST 2013        
       ในเรื่องของโรคเบาหวาน การออกกำลังมีผลต่อระดับน้ำตาลกลูโคส ในกระแสเลือด เมื่อคราวที่มีกลูโคสในกระแสเลือดมากเกินไป การทำงานของตับ และตับอ่อนทั้งสองมีลักษณะสลับกัน เพื่อควมคุมให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดในขนาดเหมาะสมคืออยู่ระหว่าง 70-140 มิลลิกรัมต่อเดลซิลิตร(mg/deciliter) (1 เดลซิลิตร=100ซีซี )น้ำตาลในกระแสเลือดจำเป็นต้องอยู่ในระดับที่สูงกว่า 70มิลลิกรัมต่อเดลซิลิตรด้วยเหตุผลที่ว่า สมองขึ้นกับกลูโคสอย่างมากถือเป็นเชื้อเพลิงและจะตอบสนองไวหากระดับกลูโคสในกระแสเลือดลดต่ำลงมากจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย โคม่า ถึงตายภายในไม่กี่นาทีขณะที่ถ้ามีน้ำตาลในกระแสเลือดมากทำให้เซลร่างกายแก่ขึ้นกว่าปกติ
                ขณะที่มีการออกกำลังกายเป็นปกติวิสัยกล้ามเนื้อก็จะไวต่อผลของอินซูลิน(Insulin) นั่นหมายความว่าตับอ่อนไม่จำเป็นต้องทำงานหนักเพื่อรักษาระดับน้ำตาลกลูโคสให้อยู่เหมาะสม จำนวนอินซูลินที่น้อยจะให้ผลเท่ากันกับจำนวนมากที่หลั่งออกจากการที่ไม่ออกกำลัง การให้ผลลดน้ำตาลได้ดีโดยใช้อินซูลินน้อย มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวานชนิด2(type2 diabetes)ผู้ป่วยเบาหวานประเภทนี้ร่างกายจะต่อต้านฤทธิ์ของอินซูลิน การใช้หรือให้อินซูลินมากๆบ่อยๆก็ใช่ว่าจะเกิดผลดี อินซูลินเองก็มีผลส่งเสริมเร่งสร้างเซลใหม่ทำให้เกิดการเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งลำไส้ได้ และเมื่อเร็วๆนี้พบว่าการออกกำลัง ทำให้เซลมีการใช้กลูโคสทางเส้นทางใหม่ที่ไม่ต้องมีอินซูลินเข้ามาเกี่ยวข้อง การขจัดอินซูลินออกจากกระแสเลือดนี้และนำไปเป็นเชื้อเพลิงให้เซลกล้ามเนื้อนี้ได้เปิดแนวทางใหม่ในการรักษาเบาหวาน
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แปลคัดความจาก Why exercise works magic SCIENTIFIC  AMERICAN MAGAZINE AUGUST 2013  

    

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

สุขภาพทั่วไป การขาดวิตามินและเกลือแร่ ฯลฯ


การขาดวิตามินและเกลือแร่ ของผู้สูงอายุ

      การที่ร่างกายได้รับวิตามินและเกลือแร่จากอาหารย่อมดีกว่าได้มาจากสารอาหารเสริม(สารสังเคราะห์ที่ผลิตขึ้น)แต่ในกรณีของผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ได้รับอาหารที่มีคุณค่าอยู่ทุกวัน ดังนั้นการรับวิตามินรวมซึ่งมีวิตามินที่มีคุณค่าจำเป็นอยู่ด้วยนั้นถือเป็นเรื่องดีแต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นการทดแทนอาหารที่มีคุณค่าที่ต้องพยายามรับประทานให้ได้
          การรับประทานวิตามินรวมมักเป็นการปฎิบัติที่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเนื่องจากการขาดวิตามินและเกลือแร่ หรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการขาด พวกนี้ได้แก่ ผู้ที่รับประทานอาหารไม่เพียงพอ,ผู้ที่มีความผิดปกติของอวัยวะร่างกายหรือผู้ได้รับยาบางชนิด   เหล่านี้อันเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะโภชนาการต่ำ(undernutrition) ผู้สูงอายุที่อยู่ที่บ้านพักคนชราและผู้ที่ได้รับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลานานจะเป็นกลุ่มเสียงต่อภาวะนี้  ผู้สูงอายุที่จำต้องได้รับอาหารทางเส้นเลือดเป็นเวลานานอาจอยู่ในสภาพขาดวิตามินเกลือแร่ด้วย
         ผู้คนบางพวกเชื่อว่าการรับประทานวิตามิน ปริมาณ ขนาดสูง บางชนิด อย่างเช่น วิตามิน ซี วิตามิน อี หรือ ธาตุสังกะสีสามารถป้องกันโรคได้ อย่างไรก็ตามมีหลักฐานน้อยมากที่บ่งว่าการรับประทานวิตามินเกลือแร่ในขนาดปริมาณสูงๆจะให้ประโยชน์มากกว่าขนาดปริมาณมาตราฐานตามแพทย์สั่งที่ตำรากำหนดไว้ การขาดแคลนที่เกิดกับผู่สูงอายุอาจขยายรวมไปถึงการขาดกรดโฟลิกแอซิก(โฟเลต) วิตามินบี12 วิตามิน ซีวิตามิต ด๊ แคลเซียม  แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม โซเดียม และสังกะสี โดยปกติเราสามารถตรวจพบจากอาการที่ปรากฏแสดงออกมาและจากผลการตรวจเลือดที่วัดระดับของวิตามิน เกลือแร่ สำหรับการรักษานั้นขึ้นอยู่กับระดับการขาดแคลนของผู้ป่วย ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการให้รับผลิตภัณฑ์สารอาหารเสริม
          นอกจากนี้ อาการป่วยผิดปกติของร่างกายก็อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีเกลื่อแร่ที่ละลายอยู่ในของเหลวตามร่างกายไม่สมดุลกัน สารละลายเกลือแรเหล่านี้ เราเรียกว่า อีเล็คโตไลท  อย่างเช่น โซเดียม ครอไรด และโปตัสเซียม
             มีการขาดวิตามินและเกลือแร่หลายชนิดที่มักเกิดกับผู้สูงอายุ  แต่ในทีนี้จะขอยกมาแสดงให้เห็นเท่าที่เกิดได้บ่อยและเป็นกรณีสำคัญดังตารางที่แจกแจงข้างล่างนี้                

อาการเจ็บป่วยเนื่องจากร่างกายขาดวิตามินและเกลือแร่

เกลือแร่/วิตามินที่ขาด
สาเหตุจาก
อาการป่วย
การรักษา/บำบัด
โฟลิกแอซิก (โฟเลต) Folic acid
รับประทานอาหารที่มีโฟลิกแอซิกน้อย
-ดื่มสุรา,แอลกอฮอลบ่อยมากเกินควร
-ร่างกายไม่สามารถดูดซึม โฟลิกแอซิกจากอาหารที่ระบบทางเดินกระเพาะอาหารได้ เกิดภาวะ Malabsorption
-การรับประทานยาบางตัวเช่น
 -Methotrexate*
-Trimethotrexate**
-Phenytoin***

-Triamterene****

จำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำ เกิดโรคโลหิตจาง anemia
-กล้ามเนื้อเปรี้อยอ่อนแรง
-เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
-อาจเกิดมะเร็ง
รับประทานอาหารที่มีปริมาณกรดโฟลิกสูงเช่น ขนมปังเสริมวิตามิน,พาสต้า,เซริล,ผักสดใบสีเขียวและผลไม้รสเปรี้ยว
-รับประทานโฟลิกแอซิก(ที่ผลิตขึ้น)เสริม
วิตามินบี12
Vitamin B12
-ระบบย่อยอาหารไม่สามารถดูดซึมวิตามินบี12จากอาหารเนื่องจากปริมาณน้ำย่อยในกระเพาะอาหารน้อย  เรียกภาวะนี้ว่า  hypochlorhydria
-กระเพาะอาหารเกิดการติดเชื้อพวก Helicobacter pylori
-เคร่งครัดกับการกินอาหารมังสะวิรัต มากเกิน

-ได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารหรือ มีความผิดปกติต่อลำไส้เล็ก
-โลหิตจาง
-รู้สึกเสี่ยวแป๊บหรือไม่ก็ไร้ความรู้สึกที่เท้า,มือ
-สูญเสียการทรงตัว
-อ่อนแอ
-บุคลิกส่วนตัวเปลื่ยน

-ในกรณีที่ขาดมากๆ ร้ายแรง จิตใจจะสับสน   หรือเริ่มเป็นโรคจิตเสื่อมdementia
ให้วิตามินบี12 เสริมทุกๆเดือนโดยการฉีดเข้ากล้าม หรือรับประทานวิตตามินบี12(ที่ผลิตขึ้น)เสริม
วิวิตามินซี
Vitamin C
-รับประทานอาหารที่มีวิตามิน ซีไม่มากพอ
-การสูบบุหรี่จะเพิ่มความต้องการของวิตามิน ซีของร่างกายมากขึ้นอีก

-ร่างกายอยู่ในภาวะที่ทำการฟอกเลือด haemodialysis
-เกิดช่ำและเลือดออกได้ง่าย
-เหงือกบวม

-แผลหายช้า
-ให้รับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง

และวิตามินซีที่ผลิตขึ้นเสริม
วิวิตามิน ดี
Vitamin D
-ช่วงเวลาถูกแดดน้อย
-รับประทานอาหารที่มีวิตามินดีได้ไม่พอเพียง
-ไตหรือตับเสือม ทำงานไม่สมบูรณ์

-รับประทานยาพวก Anticonvolsion แก้ลมชัก

-


มีความเสี่ยงที่กระดูกจะแตก หัก
เพราะว่า ความหนาแน่นกระดูกลดลง

อ่อนแอ
-ให้ดื่มนมที่อุดมไปด้วยวิตามิน ดี
-ให้รับประทานวิตามินดี(ที่ผลิตขึ้น)เสริม
-อยู่ในที่แจ้งถูกแสงแดดให้มาก

-รับประทานวิตามินดี(ที่ผลิตขึ้นเสริม)
แคลเซียม
Calcium
-รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่พอเพียง
-ร่างกายขาดวิตามินดีซึ่งทำหน้าที่ช่วยให้ร่างกายดูดรับแคลเซียม
-ไตเสื่อม,ต่อมพาราไทรอยด์ก็เสื่อมหรือเป็นโรคตับอ่อนอักเสบ Pancreatitis
-เพิ่มความเสี่ยงกระดูกแตกหักเพราะความหนาแน่นกระดูกลดลง,กระดูกอ่อน,
-กล้ามเนื้อกระตุกเป็นตระคริวง่าย
-จิตใจสับสน Confusion
-รับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง อย่างเช่น นม,โยเก็ต

-รับประทานแคลเซียมที่ผลิตขึ้นเสริม       
แม็แม็กนีเซียม
Magnesium

-รับประทานอาหารที่มีแม๊กนีเซียมไม่พอเพียง
-ร่างกายมีไตเสื่อม,เป็นเบาหวานหรือ
-ระบบย่อยอาหารเสื่อมไปรบกวนการดูดซึมแม๊กนิเซียม
-ท้องเสีย
-ดื่มแอลกอฮอล,สุรามากไป


อยากอาหารน้อยลง เบื่่อาหาร
คลื่นไส้ อาเจียร
ง่วงนอนบ่อย
กล้ามเนื้ออ่อนแรงและเกร็ง
ร่างกายสั่น



ให้รับประทานอาหารที่มี
แม๊กนีเซียมสูง เช่น
ผักที่มีใบ,ลูกนัท,เมล็ดธัญพืช,อาหารทะเล
หรือในรายทีี่รุนแรงให้แม๊กนีเซียมเสริมทางเส้นเลือดหรืดแีดเข้ากล้าม


ฟอสฟอรัส
Phosphorus
-รับประทานอาหารที่มีธาตุฟอสฟอรัสไม่เพียงพอ

-ไตเสื่อมหรือระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติซึงลดทอนการดูดซึมฟอสฟอรัส
-โดยปกติไม่ปรากฏอาการแต่เมื่อถึงระดับร้ายแรงจะเบื่ออาหารสูญเสียความอยากอาหารกล้ามเนื้ออ่อนแรง รุ่นแรงมากถึงกับโคม่าและตายได้
-ให้ดืมนมจำนวนมาก
-รับประทานฟอสฟอรัสที่ผลิตขึ้นเสริม

-ในรายที่รุนแรงมากให้ฉีดเข้าเส้น

โปตัสเซียม
Potassium
-รับประทานยาขับปัสสาวะ

-ท้องเสียหรืออาเจียรบ่อยครั้งเป็นจำนวนมาก
-กล้ามเนื้อล้าหมดแรงFatigue
-จิตใจสับสน
-กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนเป็นตะคริว
-ในรายที่ขาดมากๆเปรี้ยเป็นอัมพาตParalysis
-เกิดภาวะหัวใจเสียจังหวะ arrhythmias
-รับประทานอาหารที่มีโปตัสเซียมสูง
เช่น นม,ธัญญพืชสีเขียวทั้งหมด,ผักใบสีเขียว,ถั่ว,ลูกพรุนและผลไม้หลายชนิด อย่างกล้วยและส้ม

-รับประทานโปตัสเซียมที่ผลิตขึ้นเสริม

โซเดียม

Sodium
-ดื่มน้ำมากเกินไปหรือไม่ก็อาหารที่รับประทานที่มีระดับเกลือโซเดียมต่ำ
-ได้รับอาหารทางสายยางเข้าเส้นเลือดทีมีปริมาณเกลือโซเดียมไม่เพียงพอ
-กินยาขับปัสสาวะ
-อาเจียนหรือท้องเสียเรื้อรัง
-มีโรคหัวใจล้มเหลว

-ไตเสื่อมสมรรถภาพ cirrhosis


-จิตใจสับสน
-ง่วงนอนง่าย ,เซี่ยงซึม Drowsiness
-หายใจผิดปกติ
-กล้ามเนื้ออ่อนแรง
-เกิกโรคชัก seizures
-ให้น้ำเกลือโซเดียมทางเส้นเลือดหรือรับประทานเกลือแกงที่ปรุงรสหาร



 Zinc
สังกะสี  Zinc  


-รับประทานอาหารที่มีแร่สังกะสีน้อย
-เป็นโรคเบาหวานหรือ cirrhosis
-กินยาขับปัสสาวะ
-ดื่มสุราแอลกอฮอลมากเกิน

-ระบบทางเดินอาหารลำไส้ไม่สามารถดูดซึมธาตุสังกะสีได้
-เบื่ออาหารไม่อยากรับประทาน
-ความรู้สึกรับรู้รสเสื่อมลง
-แผลหายยาก อยู่นาน
-ติดเชื้อโรคได้ง่าย
-รับประทานธาตุสังกะสีที่ผลิตขึ้นเสริมซึ่งอาจทำให้กระเพาะปั่นป่วนและมีอาการอื่นตามมา
ข้อมูลอ้างอิง  ..The Merck Manual of Health & Aging