จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาธารณสุข แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาธารณสุข แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ผลมหัศจรรย์จากการออกกำลัง

               เราทุกคนรู้แล้วว่า  ควรออกกำลังกาย แต่น้อยคนที่รู้ว่ามันเป็นกิจกรรมเดี่ยวที่สำคัญที่สุดสำหรับเราที่สามารถพัฒนาปรับปรุงรักษาสุขภาพ   การเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงลดความเสี่ยงจากการตายด้วยโรคหัวใจ  หัวใจวายหรือโรคเบาหวาน แต่ยังทำให้อารมณ์แจ่มใสสร้างกระดูกลดความเสี่ยงจากการแตกหักเสริมความแกร่งของกล้ามเนื้อ ขยายปอด และขจัดน้ำหนักตัวที่มากเกิน เหล่านี้เป็นเพียงผลที่พวกเราคุ้นเคยและเมื่อสามสี่ปีที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบผลสำรวจจากรายงานการวิจัย เพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกกำลัง พบว่าพวกมัน เพิ่มพลังสมอง ลดความเครียด วิตกกังวล และยังเสริมสร้างสมาธิที่ต้องทำงานหลายๆอย่างในขณะเดียวกันได้ และเสริมสร้างระบบคุ้มกันที่สามารถตรวจป้องกันมะเร็งบางชนิดได้อีกด้วย
               นักวิจัยค้นพบว่า การออกกำลังเพื่อสุขภาพไม่จำเป็นต้องรุนแรง หักโหม มากถึงขนาดนักกีฬาแต่ให้มุ่งเน้นคุณค่าของการเคลื่อนไหวขนาดกลางเป็นครั้งๆ โดยให้ออกกำลังขนาดกลางพอเหมาะนี้อย่างน้อยครั้งละ 30นาทีเป็นเวลา5 ครั้งต่อสัปดาห์ อย่างเช่น การเดินเร็วๆ(brisk walking)  การวิ่งจอกกิ่ง( jogging)75 นาทีต่อสัปดาห์ถือเป็นการออกกำลังแบบหนัก 
              เมื่อคุณเข้าสู่จังหวะของการเคลื่อนไหว  ระบบประสาทจะเตรียมอวัยวะร่างกายให้พร้อม เริ่มแรกจะรู้สึกได้กระแสตื่นตัวเพิ่มขึ้น อัตราการเต้นหัวใจเร็วขึ้น หายใจถี่เร็วขึ้นและมีเหงือไหลซึมออกมา กระแสโลหิตที่ไหลเวียนไปสู่อวัยวะภายใน อย่างระบบทางเดินกระเพาะอาหาร และไต ลดน้อยลงเพราะมันไม่จำเป็นต้องเคลือนไหว ขณะเดียวกันเส้นเลือดในกล้ามเนื้อที่กำลังทำงานขยายตัวเพื่อให้นำอ๊อกซิเจนไปเลี้ยงให้ได้มาก ออกซิเจนจะซึมผ่านผนังเซลกล้ามเนื้อเข้สู่ไมโตครอนเดรีย (Mitochrondia) เพื่อนำออกซิเจนไปสะนดาปใช้ให้กำเนิดพลังงานโดยมีโมเลกุลน้ำตาลกลูโคสglucose เป็นเชื้อเพลิง กลูโคสนี้ร่างกายได้จากการย่อยอาหารแล้วดูดซึมมา การที่อ๊อกซิเจนรวมตัวทำปฏิกิริยากับกลูโคสมันจะให้พลังงานได้มากกว่าเกีอบ20เท่าของการที่ไมโตครอนเดียในเซลร่างกายสร้างพลังงานขึ้นมาโดยไม่มีอ๊อกซิเจน ปกติร่างกายจะเก็บในรูปของสารประกอบที่เรียกว่า ไกโคเจน (glycogen) เก็บไว้ในตับและกล้ามเนื้อ ต่อพอการออกกำลังดำเนินไป ไกโคเจนก็เหลือน้อยลง โมเลกุลของไขมันชนิด triglyceride จะถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการเผาผลาญให้เกิดพลังงานภายในจะเกิดสารเหลือใช้ตามมาคือกรด แลคติก(lactic acid)คาร์บอนไดอ๊อกไซค์ซึ่งจะผ่านจากกล้ามเนื้อไปกระแสเลือดแล้วกระจายทั่วร่างกายของเลียที่เพิ่มขึ้นนี้กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาชีวเคมีในสมอง ปอด หัวใจซึงจะช่วยขจัดสารเหล่านั้นทำให้เหนื่อยน้อยลง
            การออกกำลังเสิมสร้างอารมณ์จิตใจให้แจ่มใส นักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายโดยใช้ตัวชี้วัดที่เรียกว่า a sense of euphoria ที่เกิดขึ้นระหว่างออกกำลัง พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่า สมองได้ปล่อยสารที่เรียกว่า เอนโดฟิน(Endophin) สารฮอรโมนนี้มี โครงสร้างเหมือนพวกมอร์ฟืน จึงมีฤทธิ์สร้างอารมณ์แจ่มใสเบิกบาน   นอกจากนี้ยังพบว่าการออกกำลังทำให้ร่างกายเพิ่มบริเวณสมองส่วนที่เรียกว่า ไฮโปแคมปุส(Hipocampus) ซึ่งมีหน้าที่ทำให้คนเราจดจำสิ่งรอบตัวโดยการสร้างเซลประสาทใหม่ๆขึ้น เซลประสาทใหม่ๆนี้ช่วยแยกแยะสิ่งที่คล้ายกัน แตกต่างกัน  ส่วนการป้องกันโรคหัวใจที่เกิดจากไขมันอุดตันเส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจนั้น ตอนแรกพวกเขาเชื่อว่าออกกำลังเป็นประจำจะลดความดันเลือดและลดปริมาณคลอเรสเตอรอลชนิดไม่ดีคือ LDL Cholesterol และช่วยเพิ่มคลอเรสเตอรอลชนิดดี คือ HDL Cholesterol แต่เป็นความจริงบางส่วน การออกกำลังกายจะลดความดันเลือดกับคนบางคนแต่คนส่วนใหญ่ให้ผลน้อย การออกกำลังที่อยู่กับที่เช่น ยกน้ำหนักเล่นเวท (weight) สามารถเพิ่มปริมาณ HDL Cholesterol  แต่ต้องใช้เวลานานหลายเดือน สำหรับ LDL Cholesterol ที่ไม่ดีต่อสุขภาพร่างกายยังมีข้อมูลปลีกย่อยลงไปอีก กล่าวคือ ขนาดของอนุภาค LDL Cholesterol  มีได้หลายขนาด    ขนาดเล็กจะอันตรายจะเป็นอันตรายมากกว่าขนาดใหญ่ทั้งนี้เพราะมันมีโอกาสแตกตัวให้อีเล็คตรอนแล้วกระเด็นกระดอนไปรอบๆเส้นเลือด ทำอันตรายทำลายโมเลกุลและเซลอื่นๆ การออกกำลังจะเพิ่มอนุภาค LDL Cholesterol  ขนาดใหญ่ลดจำนวน LDL Cholesterol ขนาดเล็ก ดังนั้นคนสองคนที่มีค่า  คลอเรสเตอรอลCholesterol  เท่ากันแต่คนที่ออกกำลังกายจะไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

                                                       ภาพจาก SCIENTIFIC  AMERICAN MAGAZINE AUGUST 2013        
       ในเรื่องของโรคเบาหวาน การออกกำลังมีผลต่อระดับน้ำตาลกลูโคส ในกระแสเลือด เมื่อคราวที่มีกลูโคสในกระแสเลือดมากเกินไป การทำงานของตับ และตับอ่อนทั้งสองมีลักษณะสลับกัน เพื่อควมคุมให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดในขนาดเหมาะสมคืออยู่ระหว่าง 70-140 มิลลิกรัมต่อเดลซิลิตร(mg/deciliter) (1 เดลซิลิตร=100ซีซี )น้ำตาลในกระแสเลือดจำเป็นต้องอยู่ในระดับที่สูงกว่า 70มิลลิกรัมต่อเดลซิลิตรด้วยเหตุผลที่ว่า สมองขึ้นกับกลูโคสอย่างมากถือเป็นเชื้อเพลิงและจะตอบสนองไวหากระดับกลูโคสในกระแสเลือดลดต่ำลงมากจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย โคม่า ถึงตายภายในไม่กี่นาทีขณะที่ถ้ามีน้ำตาลในกระแสเลือดมากทำให้เซลร่างกายแก่ขึ้นกว่าปกติ
                ขณะที่มีการออกกำลังกายเป็นปกติวิสัยกล้ามเนื้อก็จะไวต่อผลของอินซูลิน(Insulin) นั่นหมายความว่าตับอ่อนไม่จำเป็นต้องทำงานหนักเพื่อรักษาระดับน้ำตาลกลูโคสให้อยู่เหมาะสม จำนวนอินซูลินที่น้อยจะให้ผลเท่ากันกับจำนวนมากที่หลั่งออกจากการที่ไม่ออกกำลัง การให้ผลลดน้ำตาลได้ดีโดยใช้อินซูลินน้อย มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวานชนิด2(type2 diabetes)ผู้ป่วยเบาหวานประเภทนี้ร่างกายจะต่อต้านฤทธิ์ของอินซูลิน การใช้หรือให้อินซูลินมากๆบ่อยๆก็ใช่ว่าจะเกิดผลดี อินซูลินเองก็มีผลส่งเสริมเร่งสร้างเซลใหม่ทำให้เกิดการเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งลำไส้ได้ และเมื่อเร็วๆนี้พบว่าการออกกำลัง ทำให้เซลมีการใช้กลูโคสทางเส้นทางใหม่ที่ไม่ต้องมีอินซูลินเข้ามาเกี่ยวข้อง การขจัดอินซูลินออกจากกระแสเลือดนี้และนำไปเป็นเชื้อเพลิงให้เซลกล้ามเนื้อนี้ได้เปิดแนวทางใหม่ในการรักษาเบาหวาน
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แปลคัดความจาก Why exercise works magic SCIENTIFIC  AMERICAN MAGAZINE AUGUST 2013  

    

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557

พลังแห่งการนอนหลับThe Power of Sleep; (สรุปจากบทความ)


               เมื่อเราเข้านอน ดับไฟ ตอนที่หัวถึงหมอน  ดูเหมือนว่าเรา ร่างกายของเราจะยอมแพ้ทุกๆสิ่ง หมดสภาพ ปิดระบบทำงานของร่างกายแต่มันหาเป็นเช่นนั้นไม่ ยังมี  สมองที่เริ่มทำงานแต่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างจากในตอนกลางวัน  กลุ่มเซลประสาทนิวรอน(neurons) กระโจนเข้าสู่การปฏิบัติการ มันได้ถูกฝึกอย่างดีมาแล้วทำงานอย่างสอดคล้องสมบรูณ ปล่อยสัญญาณไฟฟ้าไปทั่วสมองด้วยการเคลื่อนไหลที่เรียบ ขณะที่การประมวลข้อมูลเป็นชุดๆที่ไหลท่วมสมองตลอดทั้งวันถูกจัดแพ๊คมันยากต่อการกระทำในที่สมองไม่ต้องการเวลาเป็นจริง สมองยังต้องตรวจเช็คตัวมันเองเพื่อให้แน่ใจถึงความสมดุลย์ของฮอร์โมน เอนไซม์และโปรตีน ในขณะนั้นก็ทำความสอาดขจัดเส้นใยที่เป็นพิษที่มันสามารถสร้างปัญหาได้มากมายเมื่อมันรวมตัวกัน              นักวิทยาศาสตร์เพิ่งได้เรียนรู้ภาวะของสมองตอนนอนหลับ มันเป็นยาเอกประสงค์โดยธรรมชาติ มากประสิทธิภาพกว่ายาใดๆที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายและสมองมนุษย์ทำให้กลับมากระชุ่มกระชวย โดยทำตามข้อแนะนำให้หลับเจ็ดถึงแปดชั่วโมงต่อคืนสามารถส่งเสริมสมาธิ พัฒนาทักษะความจำและการวางแผนและค้ำจุนรักษาระบบเผาผลาญไขมันไม่ให้น้ำหนักมาก ถ้าเราหลับได้ตามข้อแนะนำ เราจะเปรียว มีโอกาสน้อยที่จะเป็นเบาหวานประเภท๒ และจะเป็นเคื่องช่วยต้านความเครียดความวิตกกังวล เราจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อม,กระดูกพรุน,และมะเร็ง น้อยลง             การหลับจะทำงานชองมันอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อหลับเป็นระยะเลานานพอเพียงพูดได้ว่าการนอนเป็นช่วงเวลาที่สมองได้หายใจไม่งั้นมันจะหมดสภาพด้วยใยชีวะ(Debris)ของมันเอง การที่เซลร่างกายทำงานเผาผาญพลังงานมาตลอดวันทำให้มันปลดปล่อยอนุมูลอิสระที่เป็นพิษ จากผลทดลองกับหนู ระหว่างที่หลับ สมองจะปล่อยสารแอนตี้อ๊อกซิแด๊น(antioxidant)เพื่อขจัดสารพิษ  แต่ต้องเป็นระยะเวลาหลับที่นานพอไม่เช่นนั้นสมองจะทำงานหนัก(เพื่อเร่งขจัด)ทำให้มันแก่ขึ้น    




Your body on sleep ในเวลากลางวันร่างกายจะใส่ใจกับกิจกรรมต่างๆมากกว่าใส่ใจตัวเองแต่จะกลับตรงกันข้ามในเวลาหลับ พลังงานจำนวนมากอุทิศให้กับการซ่อมแซมเซล,สร้างโปรตีนที่เป็นประโยชน์และอื่นๆอีกมากในเวลาหลับกล้ามเนื้อได้รับการซ่อมแซมส่วนที่ฉีกขาด,เซลเนื้อสมองหดบีบใยชีวะ(Debris)ที่เสียออกมา,ที่ผิวหนังเซลจะปั่นสารองค์ประกอบออกมาเพื่อซ่อมแซมส่วนที่ถูกทำลายและคงสภาพคามยืดหยุ่นชองผิวไว้,ตับ ระหว่างหลับมันจะแตกย่อยเปลื่ยนสภาพน้ำตาลจากอาหาร,กระดูกที่แตกฉีกจะถูกซ่อมด้วยการสร้างเสริม(ภาพจาก...TIME  october27,2014)


              หากเรานอนไม่เพียงพอบ่อยครั้งเซลสมองจะแก่ลงและเป็นความกดดันต่อร่างกาย การนอนได้น้อยหรือนอนไม่หลับสนิทบ่อยครั้งไม่ได้เริ่มเกิดจากการถ่ายทอดทางกรรมพันธ์หรือปัญหาเศรษฐกิจหน้าที่การงานเสมอไป แต่มันเพราะ วิถีชีวิตของเราในปัจจุบัน...ต้องเช็ดดูมือถือ ทุกนาที วางตารางกิจวัตรทุกชั่วโมง ไม่มี่เวลาวางมือจากหน้าจอตรงหน้า สิ่งเหล่านี้เร่งเร้าให้เกิดฮอร์โมนแห่งความเครียด ฮอร์โมนคอร์ติชอล(cortisol) รวมถึงแสงจากหน้าจอแสงอีเล็ดโทรนิกรบกวนหน่วยนาฬิกาชีวิตภายในตัวเรา กล่าวคือ ร่างกาย งง ไม่รู้เวลาไหนเป็นเวลานอนตามธรรมชาติปกติ              สิ่งมีชิวิตทุกชนิดใช้พลังงานในการดำรงด์ชีพแล้วมันก็ปล่อยของเสียออกมาส่วนใหญ่ขจัดขยะทางระบบLymp(ท่อน้ำเหลือง) สมองใช้พลังงานมากแต่ขจักชยะทางตับ นักวิจัยพบพวกเซลในสมองที่เรียกว่า gail cells ทำหน้าที่เป็นปั้มขจัดขยะของเสียออกไป แต่เซลพกนี้ทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอเมื่อร่างกานนอนหลับไม่เต็มที่อาจมีผลให้สมองเสื่อม การขจัดขยะของเซลพวกนี้ในสมองที่อายุมากขึ้นจะถี่ช้าลงกว่าสมองที่ยังหนุ่มทำให้เกิดการสะสมของเสียเป็นจุดแพร่กระทบไปยังเซลที่ปกติสมบรูณอื่นๆข้างเคียง รบกวนคามสามารถในการสร้างคามจำและการคืนความทรงจำหรือแม้แต่กิจกรรมง่ายๆทางสมองอื่นๆ               เมื่อแสงกลางวันเริ่มจางหายและเมื่อ เราเริ่มเข้าสู่สภาพเคลิ่มหลับเซล gail เริ่มทำงาน ลดความเร็วของคลื่นความถี่ สัญญาณสื่อประสาทลงเหลือหนึ่งในสาม ในระหว่างเฟสแรกของการหลับที่รู้จักในนาม non REM (non rapid eye movement)กระแสสัญญาณจะเป็นระเบียบและสอดคล้องกัน รอบวงจรซ้ำนี้ทำให้เซลประสาทอยู่ในความสงบเมื่อถึงเฟสต่อไปคือ REM ( rapid eye movement)กระแสสัญญาณเกือบไม่มีอยู่เลย มันจะสลับไปมาระหว่างสองเฟสนี้ในช่วงเวลาหลับเวลากลางคืนครั้งละหนึ่งชั่โมงครึ่งในแต่ละครั้ง   ขณะเดียวกันเซลสมองในเวลาหลับจะหดกระชับตัวสร้างพื้นที่ว่างเพิ่มให้สมองและน้ำไขสันหลัง ของเหลวนี้ไหลไปมาได้สะดวก(เหมือนเครื่องล้างจานเพิ่มพื้นที่ให้น้ำไหลชะล้าง)การทำความสะอาดนี้เกิดขึ้นได้ในเวลาที่เราตื่นเหมือนกันแต่ลดลงเหลือเพียง 15% เพราะเซล gail มีพื้นที่ว่างน้อยขณะที่นิวรอน(neurons)ขยายตัวอยู่ นั่นหมายความว่า เมื่อเราหลับไม่เพียงพอเซล gailทำงานขจัดขยะของสมองได้ไม่มีประสิทธิภาพขยะในสมองเพิ่มสะสมมากขึ้นจนไปเบียดเบียนทำล้ายเซลดีๆรอบข้างการแก้ไข นักวิจัยพบว่า ทดลองให้ผู้ที่นอนไม่พอเพียงในระหว่างสัปดาห์มานอนที่ห้องวิจัยตอนสุดสัปดาห์โดยนอนยาวถึง10 ชั่วโมงต่อคืนหากพบว่ามันเพิ่มความสามารถของอินซูลินในการลดเปลื่ยนน้ำตาลในเลือด แต่วิธีนี้นักวิจัยไม่กล้าแนะนำ มันเหมือนกับบอกคนทั่วไปว่าคุณจะกินอะไรก็ได้ที่ชอบในระหว่างสัปดาห์แต่ขอให้กินอาหารดีต่อสุขภาพตอนันหยุดสุดสัปดาห์            สำหรับยานอนหลับก็ไม่ใช่ตัวช่วยที่ถูกต้อง มันออกฤทธิ์ณ.บริเวณหนึ่งของสมองเท่านั้น ไม่สามารถให้สารเคมีเคลื่อนไปบริเณต่างๆตามระยะเฟสของการหลับได้ ผลของมันดีกว่าผู้ที่ยอมหลับเลยหรือผู้ที่ตื่นบ่อยระหว่างเวลาหลับและก็ไม่แน่ใจด้วยว่า การขจัดขยะสมองตอนใช้ยานอนหลับจะดีเท่ากับในระห่างการหลับแบบธรรมชาติ ผลของย้าต่อสมองเมื่อใช้ไปนานๆก็ไม่รู้ได้ ทางแก้ที่คาดคิดไว้ก็คือ การปรับตั้งวงจรหลับ-ตื่นของร่างกายให้เป็นตามธรรมชาติ ฝึกให้ร่างกายเราหลับได้ระยะเวลาเท่าๆกันทุกคืนและตื่นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันและทางที่จะช่วยแบบนั้นได้คือให้ถูกแสงตามธรรมชาติมากเท่าที่ทำได้ในระห่างเวลากลางวันขณะเดียกันก็ควมคุมกำจัดเวลาการถูกแสงในบ้านให้น้อย(ไม่ใช่ธรรมชาติ)เช่น หน้าจอทีวี, หน้าจอคอมพิวเตอร์...ที่เราเห็นในตอนกลางคืน พฤติกรรมที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพต้องปรับเปลื่ยน ขณะเดียวกัน การอ่านหนังสือที่ชอบ อาบน้ำอุ่น หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เคลิบง่วงนอนได้ควรกระทำก่อนนอน... นักวิจัยกล่าว 

สกัดความจาก THE POWER OF  SLEEP,TIME  october27,2014









วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เรื่องแปล การบริหารอาหารที่ใกล้หมดอายุ (WASTE NOT,WANT)


            ในสหรัฐอเมริกา ฝ่ายเกษตรกรรม ของรัฐบาลสหรัฐ เปิดเผยข้อมูลว่า ประมาณหนึ่งในสามของอาหารที่มีสนองต่อตลาดผู้บริโภคคิดเป็นปริมาณ133 พันล้านปอนด์ต่อปีนั้น ไม่ได้ถูกบริโภคหรอกและหากคิดเป็นเงินมีมูลค่า 162พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกามากกว่ายอดขายชองเจนเนลรัลมอเตอร์ในปี2013 ตัวเลขนี้ยังไม่ได้คิดละเอียดไปถึงต้นทุนน้ำ พลังงาน พื้นดินที่ใช้เพาะปลูก,ผลิต อาหารเหล่านั้น
            นาย ด็อง รันช(Doug Rauch)อตีดประธานบริษัทนายหน้าโจ(Trader Joe’s)มีความคิดถึงการมีส่วนในการแก้ปัญหานี้     การขายอาหารที่ผ่านเลยช่วงเวลาที่สดใหม่เหมาะสมกับการบริโภคไปแล้ว เป็นที่วิภาษวิจารณ์ถกเถียงแพร่ไปทั่ว ถึงความเชื่อว่าวันเวลาที่ประทับอยู่บนห่อบรรจุภัณฑ์อาหารไม่ใช่เป็นวันบอกการหมดคุณภาพ(หมดอายุ)ของอาหาร หรือชี้บ่งถึงความปลอดภัยของอาหาร และก็ไม่ได้รับการตัดสินอย่างเป็นทางการ(ยกเว้นอาหารสำหรับทารก) อันที่จริงแล้วการขายเลยเวลาที่ระบุบนห่อบรรจุภัณฑออกไปเป็นการอนุมาณว่าคุณภาพที่ดีสุดของสินค้าไม่ถูกรับประกัน ทึ่จริงแล้วมันยังอยู่ในสภาพดีอีกระยะเวลาหนึ่งจนกระทั้งร้านจำหน่ายโยนมันทิ้งออกไป(มีการประเมินว่าซูปเปอร์มาเก็ตทุกๆวันจะเคลียร์อาหารที่ไม่สามารถจำหน่ายได้ตามเวลาที่ระบุตามป้ายทิ้งเป็นมูลค่าประมาณ 2,300 ดอลลาร์ออกจากตู้ชั้นวางของ... ข้อมูลปี2010จากเจ้าหน้าที่องค์กร American Wasteland )
          ดังนั้น นาย รันช จึงมีแผนมีเปิดคลังเก็บในเมืองบอสตัน(Boston)เพื่อจำหน่ายขายอาหารดังกล่าว โดย(จัดการโลจิกติก)ซื้อสินค้าที่อยู่ในช่วงใกล้ครบกำหนดเวลาที่คุณภาพดีสุดจากแหล่งร้านค้าของชำต่างๆและผู้ปลูก,ผู้ผลิตแล้วหมุนเวียนขายให้ผู้บริโภคผู้ประกอบอาหารเท่าที่ทำได้ให้มากที่สุด  นาย รันช หวังว่าสามารถแก้ปัญหาได้สองประการคือลดการทิ้งอาหารเป็นของเสียและสำคัญสุด ช่วยผู้หิวโหย ประมาณหนึ่งในหกของครัวเรือนประชากรสหรัฐได้อาหารไม่พอเพียง(ข้อมูลจากUSDA) นาย รันชยังเดินหน้าต่อแม้ทำตลาดขยายได้ใหญ่ขึ้น เขาต้องการที่จะบริการให้กับผู้บริโภคที่ต้องการอาหารให้แคลอรีพอเหมาะแต่ไปรับประทานผิดประเภทเช่น สแน๊ก,โซดา ฯลฯ และได้จัดตั้งร้านของชำการกุศลที่เรียกว่า Daily Table เหมือนธนาคารอาหาร(Food Bank) เขาหวังว่ารูปแบบโมเดลนี้จะเหมาะสม เขากล่าวว่า “ การขจัดความหิวโหยส่วนใหญ่ คุณต้องทำการบริการให้มีคุณภาพ กล่าวอีกแง่คือผมเติบโตได้ด้วยการสนับสนุนของพวกท่านทุกๆวัน ”


        สำหรับการดำเนินงานของนาย รันช อาจอยู่บนจุดประสงค์บางสิ่ง ขณะที่สหภาพยุโรป(ยียู)กำลังขจัดแยกอาหารอย่างเช่น ชีสและพาสต้าให้ดีที่สุดก่อนครบวันที่ระบุบนป้ายซึ่งสามารถลดอาหารเสียทิ้งได้ร้อยละ15


วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

บทความ เชื้อดื้อยาปฎิชีวนะ


สถานะการ์ณเชื้อดื้อยาปฎิชีวนะและการรณรงค์แก้ไข
ภาพจาก www.lexisnexis.com

สถานะการ์ณโดยทั่วไป

           องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่รายงานว่าด้วยสภาวะการระบาดของเชื้อโรคดื้อยาปฏิชีวนะที่กำลังแพร่หลายไปทั่วโลก พร้อมกับเตือนว่า สภาวะเช่นนี้จะส่งผลกระทบกับทุกๆ คน เพราะจะส่งผลให้เชื้อโรคที่เคยรักษาได้ง่ายๆ ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะเดิมได้อีกต่อไป ผลก็คือคนเราอาจตายง่ายๆด้วยอาการติดเชื้อดื้อยาเหล่านี้ระหว่างการผ่าตัดในโรงพยาบาล กรณีตัวอย่างของการดื้อยาที่ส่งผลร้ายต่อทุกคนทยอยกันปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๗ มีงานศึกษาวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ เนเจอร์ เจเนติกส์ ระบุว่า มีเชื้อทีบีหรือเชื้อวัณโรค สายพันธุ์รัสเซียที่นอกจากดื้อยาและแพร่ระบาดง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก ปรากฏการณ์คล้ายๆ กันเกิดขึ้นในออสเตรเลีย เช่นเดียวกันกับในสหรัฐอเมริกา

             ในรายงานขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจาก 114 ประเทศ เตือนว่า ในเวลานี้มีเชื้อแบคทีเรียซึ่งก่อให้เกิดโรคร้ายแรง 7 ชนิดกำลังดื้อยาและแพร่ระบาดอยู่ในระดับภูมิภาค หนึ่งในจำนวนนั้นคือ "เคลบซีลลา นิวมอนิเอ" แบคทีเรียที่ดื้อยา "คาร์บาพีเนม" ทั้งๆ ที่ยาปฏิชีวนะชนิดนี้เคยใช้ได้ผลมาก่อนหน้านี้ ที่น่าวิตกสำหรับฮูก็คือ แบคทีเรียดังกล่าวนี้เป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลทั้งหลาย ตั้งแต่การติดเชื้อจนป่วยเป็นนิวมอเนีย เรื่อยไปจนถึงการติดเชื้อในกระแสเลือด ที่ทำให้ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเสียชีวิตมานักต่อนักแล้ว

            ในทำนองเดียวกัน องค์การอนามัยโลก ยังพบว่า ยา "ฟลูโอโรควิโนโลน" ที่เคยใช้รักษาอาการติดเชื้อในท่อปัสสาวะได้ผล กลับใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปในผู้ป่วยกว่าครึ่งที่ล้มป่วยลงในหลายๆ ประเทศ นอกจากนั้น ยังพบการดื้อยา"เซฟาลอสปอรินส์" ซึ่งเคยใช้รักษาหนองใน (โกโนเรีย) โดยใช้ยาชนิดนี้ไม่ได้ผลอีกต่อไปทั้งในยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือที่น่าตกใจก็คือ จากสถิติขององค์การอนามัยโลกพบว่า 3.6 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยวัณโรคใหม่ดื้อยาปฏิชีวนะหลายๆ ตัวพร้อมกัน นอกเหนือจากการดื้อยาปฏิชีวนะ "อาร์เตไมซินีน" ที่ปรากฏในรายงานจาก พม่า กัมพูชา ไทยและเวียดนาม แล้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกด้านความมั่นคงสุขภาพ เตือนว่า หากปราศจากความร่วมมือประสานงานกันในหลายๆ ประเทศทั่วโลกอย่างเร่งด่วนแล้วละก็ โลกก็จะก้าวเข้าสู่ยุค หลังยาปฏิชีวนะ อย่างรวดเร็ว ช่วงเวลาดังกล่าวคือยุคที่ยาปฏิชีวนะเท่าที่เรามีอยู่จะไม่สามารถใช้รักษาเยียวยาอาการติดเชื้อใดๆ ได้อีก ซึ่งจะส่งผลให้ แม้อาการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ก็สามารถคร่าชีวิตเราได้ในทันที

            ในส่วนของประเทศไทยมีรายงานจากสาธารณสุข เผยเหตุเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะทำคนไทยเสียชีวิตปีละกว่า 30,000 ราย เนื่องจากการใช้อย่างไม่จำเป็นและเกินความจำเป็น  ปัจจุบัน(พ.ศ.๒๕๕๖)ปัญหาการดื้อยาของเชื้อจุลชีพทำให้เกิดโรคมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุสำคัญมาจากการใช้ยาปฏิชีวนะที่มากขึ้น ทั้งการใช้อย่างไม่จำเป็นและเกินความจำเป็น โดยมูลค่าการใช้ยาปฏิชีวนะของคนไทยมากกว่า 10,000 ล้านบาท/ปี และมีการติดเชื้อชนิดที่ดื้อยาปฏิชีวนะ ปีละกว่า 100,000 คน ทำให้ยาปฏิชีวนะตัวเก่าที่เคยใช้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ผู้ป่วยบางรายต้องเปลี่ยนใช้ยาตัวใหม่ ซึ่งมีราคาแพงมาก เชื้อดื้อยาบางชนิดไม่มียารักษาที่มีประสิทธิผลดีและปลอดภัย ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มขึ้น ใช้เวลารักษานานขึ้น และโอกาสเสียชีวิตสูง ผลเสียต่อไปหากเชื้อชนิดนี้แพร่ไปสู่ผู้ป่วยรายอื่นและเกิดการระบาดในชุมชน จะมีผลทำให้โรคติดต่อที่เคยควบคุมได้กลับมาระบาดมากขึ้น

             นอกจากนี้ เชื้อดื้อยายังสามารถถ่ายทอดรหัสพันธุกรรมดื้อยาไปสู่เชื้อสายพันธุ์อื่น เสียชีวิตปีละ 38,481 ราย ซึ่งสูงกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคหลอดเลือดสมอง ที่มีจำนวน 50,829 ราย เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เป็นค่ายาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาเชื้อดื้อยา มูลค่าประมาณ 2,539-6,084 ล้านบาท และค่าการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ปีละกว่า 40,000 ล้านบาท. - สำนักข่าวไทย                                                                       

การรณรงค์แก้ไข

              ข้อเสนอขององค์การอนามัยโลก เสนอให้จัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการเฝ้าระวังการดื้อยาปฏิชีวนะขึ้นในระดับโลก นอกเหนือจากการจัดทำมาตรฐานการใช้ยาปฏิชีวนะในปศุสัตว์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกแล้ว ยังเรียกร้องให้มีการให้การศึกษาต่อสาธารณะให้ระมัดระวังในการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อเหล่านั้นดื่อยา  ที่สามารถปฏิบัติได้ง่าย แต่ไม่ค่อยมีการตระหนักถึงความสำคัญมากมายนัก อย่างเช่น การใช้ยาปฏิชีวนะตามแพทย์สั่งเท่านั้น การใช้ยาปฏิชีวนะให้ครบโดสตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด และไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเหลือใช้หรือร่วมกับผู้ป่วยราย อื่นๆ เป็นต้น

               ที่จริงยาปฎิชีวนะฆ่าแบคทีเรียแต่ไม่สามารถฆ่าไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด แพทย์มักสั่งจ่ายยานี้บ่อยเพื่อเอาใจความต้องการคนไข้ จึงทำให้เกิดการดื้อยา ศูนย์การควมคุมและป้องกันโรค สหรัฐอเมริการายงานว่า ประมาณร้อยละ ๕๐ใบสั่งยาปฎิชีวนะในสหรัฐสั่งออกเกินความจำเป็น  วิธีใหม่วิธีหนึ่งในการแก้ไขการใช้ยาปฎิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อก็คือให้ แพทย์ผู้ชำนาญการเขียนคำสัญญาไม่ใช้ยานี้โดยไม่จำเป็นมีการศึกษา พบว่า จะลดการออกใบสั่งยานี้ถึงหนึ่งในสามเมื่อเปรียบเทียบกับแพทย์ผู้ไม่ได้ให้คำสัญญานั้น

             ที่สหรัฐอเมริกามีการทำการศึกษาให้แพทย์เขียนคำมั่นสัญญาขนาดแผ่นโปสเตอร์ ว่าจะปฎิบัติตามกฎกติกาการออกใบสั่ง เขียนติดไว้ในห้องตรวจ ในคำประกาศยังบอกว่ายาปฎิชีวนะไม่สามารถแก้หวัดได้แต่จะเพิ่มอาการข้างเคียงและการดื้อต่อยามากขึ้น การกระทำดังนั้นสามารถลดการออกใบสั่งยาปฎิชีวนะพร่ำเพื่อได้หนึ่งในห้าส่วนจากเดิม  อย่างไรก็ตามการศึกษานี้ทำกันในกลุ่มแพทย์จำนวนน้อย ควรที่จะมีการวิจัยให้กระทำกันกับแพทย์จำนวนมาก และถ้าได้ผล ในทางทฤษฎ๊มันจะขจัดใบสั่งยาปฎิชีวนะแบบพร่ำเพรื่อ ๒.๖ล้านใบสั่งและประหยัดเงินค่ายาของชาติ(สหรัฐ)ได้ ๗๐.๔ล้านดอลลาร์   

เรียบเรียงและที่มาของข้อมูลจาก

๑มติชน ฉบับวันที่ 5 พ.ค. 2557 (กรอบบ่าย)

๒ จาก Antibiotic Overkill;April 2014,Scientific Ameican

๓ สำนักข่าวไทย TNA News

             โปรดดูเรื่ิองประกอบตามที่ URLนี้  http://yrungsun.blogspot.com/2013/08/blog-post_1568.html



วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2557

บทความเ,กฏหมาย,สิทธิบัตรยา


บางอย่างเกี่ยวกับสิทธิบัตรยา




เพื่อความเข้าใจและเหมาะสมในหัวข้อเรื่องดังกล่าว ขอนำท่านสู่สถานการ์ณจำลองการเจรจาซื้อขายสิทธิบัตรยาระหว่างสองบริษัทยา บริษัทยาตะวันตกเจ้าของและผู้ทรวสิทธิบัตร “ดีดี”และยาชนิดอื่นๆอีกมากมาย กับบริษัทยาตะวันออกผู้ประสงค์จะซื้อสิทธิบัตรยา”ดีดี” ยาต้านทานโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง(โรคเอดส์) ทั้งสองบริษัทได้ผ่านการตกลงเจรจาไปแล้วการซื้อ..โอนระดับหนึ่ง หากจะต้องมีละเอียดปลีกย่อยที่ต้องเจรจาวจสอบเช่น เลขที่สิทธิบัตร เนื้อหาสาระบางประการแบบฟอร์มอนุญาตให้ใช้สิทิเป็นต้น  ทั้งสองบริษัทจึงส่งผู้แทนของตนของตนเดินทางมาที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อตรวจสอบและดำเนินการร่วมกัน ขณะที่ผู้แทนทั้งสองกำลังเดินผ่านแผนกรับจดสิทธิบัตร ก็ด้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายระหว่างคู่สนทนาอื่นสองท่าน ดร.ง่ายดาย ใบไม้เขียว ผู้ยื่นขอจดสิทธิบัตร และเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา

ดร.ง่ายดาย ใบไม้เขียว : “ ทำไมผมจะจดไม่ได้ ผมคิดของผมเอง เจ้าแรก รายแรก ยังไม่มีใครสกัดเอาสารนี้ออกจากพืชหัวกาวได้เลย”

เจ้าหน้าที่ : “ก็มันเข้าข่ายการประดิษฐที่ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้ครับ ในมาตรา๙ (Article 27) ข้อที่ว่า จุลชีพและส่วนประกอบใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติ สัตว์ พืช หรือสารสกัดจากสัตว์หรือพืช ไม่สามารถนำมาจดสิทธิบัตร เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ”

ดร.ง่ายดาย ใบไม้เขียว : ” แต่คุณไม่ได้อ่านเอกสารดูให้ดีหรือ ผมยื่นจดขบวนการกรรมวิธีในการสกัด สารที่ชื่อ ”เข้าด้ายเข้าเข็ม” จากหัวกาวด้วยนะไม่ได้ขอจดเฉพาะตัวสารสกัดเพียงอย่างเดียว”

เจ้าหน้าที่ก้มลงอ่านเอกสารได้สักครู่ใหญ่ก็เงยหน้าขึ้นยิ้มแหย่ๆแผล็บเดียวก็ทำหน้าเข้มขึงต่อ

เจ้าหน้าที่ : ครับผมศึกษาอ่านรายละเอียดแล้วครับ ยอมรับผลพิสูจน์ยืนยันทางคลีนิดที่ว่า

สาร”เข้าด้ายเข้าเข็ม”นี้เพิ่มสมรรถนะจริง แต่โอ้โฮ....มันจะทำให้ผู้รับประทานเข้าไปสามารถประกอบกิจการบ้านได้ตั้งสิบครั้งเชียวหรือ ประเด็นนี้เข้าข่ายมาตรา๙ (Article 27) ที่ว่า การประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดี อนามัยหรือสวัสดิภาพของประชาชน เหล่านี้ไม่รับจดสิทธิบัตรครับ ”

                         การสนทนาถกเถียงจะนานต่อไปเท่าใดไม่อาจทราบได้ แต่ผู้แทนของบริษัทยาทั้งสองละ หันเหความสนใจออกจากคู่สนทนาคู่นั้นแล้วออกเดินตรงรี่ไปยังบริเวณรับรองหน้าห้องผู้อำนวยการสำนักงานสิทธิบัตร ขณะที่รอเข้าพบ การสนทนาระหว่างคนทั้งสองก็เริ่มขึ้น

ผู้แทนบริษัทยาตะวันออก: “ คุณก็ทราบดีนะ ว่าโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เรียกกันว่าโรคเอดส์กำลังระบาดติดต่อกันมากในประเทศของผมและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ยารักษาโรคเอดส์ที่เรามีอยู่ไม่สามารถใช้ได้ผลเท่ากับ ยา ”ดีดี”ของบริษัทคุณ เรามีความประสงค์จะผลิตยาตัวนี้เอง โดยมุ่งมั่น ค่าตอบแทนสิทธิที่คุณเสนอมาก็สมเหตุผลดีอยู่หรอก แต่อันที่จริงอายุสิทธิบัตรยา”ดีดี”ก็ล่วงเลยมา16ปีแล้ว เหลืออีก 4ปีก็หมดอายุ ผมว่าคุณควรจะลดค่าตอบแทนสิทธิลงบ้าง ”

ผู้แทนบริษัทยาตะวันตกนั่งนิ่งเงียบงันโต้ตอบโดยทันที เขากำลังรุ่นคิดอยู่ในใจว่า....โธ่เอ๋ย..เจ้าตัวเล็กผิวเหลือง ที่จริงแล้วหากบริษัทนี้วางแผนผลิตให้เหมาะสมจะทราบข้อกำหนดยกเว้นเกี่ยวกับสิทธิบัตรยาอย่างถ่องแท้แล้วไม่จำเป็นต้องมาเจรจาขอซื้อแต่อย่างไร ตามข้อกำหนดของทริปส์(TRIPS)ในเริ่องสิทธิบัตรมีข้อยกเว้นว่า บรรดายาต่างๆที่ใกล้หมดอายุสิทธิบัตรประเทศรัฐบาลใดประสงค์จะผลิตยานั้นๆขึ้นเองบ้าง สามารถกระทำได้เพื่อวัตถุประสงค์ของการศึกษาวิจัย เพื่อพื้นฐานความรู้ทางศาสตร์และเทคโนโลยีและเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลยื่นประกอบการขอขึ้นทะเบียนยาจากสำนักงานอาหารและยากระทรวงสาธารณสุขประเทศนั้นๆได้ตรวจสอบเสียก่อน ซึ่งจะใช้เวลาใกล้เคียงพอดีกับอายุสิทธิบัตรยาหมดลง บริษัทก็สามารถนำผลิตภัณฑ์ยานั้นจำหน่ายออกสู่ตลาดได้ทันที  บริษัทยาตะวันออกน่าจะใช้วิธีการเช่นนี้ดำเนินการผลิตยาดีดี โดยไม่ต้องเสียเงินค่าตอบแทน  ข้อยกเว้นนี้ ทริปส์(TRIPS)  ใช้ศัพท์ว่า Regulatory exceptionหรือ Bolar  และที่ผ่านมาได้มีการประชุมตกลงระหว่างประเทศสมาชิกยืนยันข้อยกเว้นดังกล่าวและมีการตีพิมพ์เป็นเอกสารออกมาที่เรียกว่า “ Canada-Patent Protection for Pharmaceutical Products”

       เมื่อเขาได้คิดดังนั้นสักครู่ใหญ่เขาจึงตอบกลับไป

ผู้แทนบริษัทยาตะวันตก:” ผมขอนำกลับไปพิจารณาร่วมกับผู้บริหารก่อน คาดว่าอาจจะลดค่าตอบแทนลงได้ไม่เกิน 10 เปอร์เซนต์ ”

        ผู้แทนบริษัทยาตะวันออกรับฟังอย่างนิ่งสงบในใจก็ครุ่นคิดเช่นกันว่า..โธ่เอ๋ย..เจ้าผิวขาวนัยน์ตาน้ำข้าว รู้นะว่าคิดอะไรอยู่ เพียงแต่เราไม่ต้องการให้เสียเวลาและเพื่อชดเชยต่อสิ่งที่เราไม่น่ากระทำลงไป  เป็นเวลา 2-3ปีมาแล้วที่บริษัทยาตะวันตกของนายได้มาจดและใช้สิทธิบัตรและทำการผลิตยา”สามดี” ในประเทศของเราโดยมีโรงงานที่ตั้งอยู่ในไทยและทำตลาดจำหน่ายไปประเทศเพื่อนบ้านด้วยแต่ได้จำหน่ายจำหน่ายยา”สามดี”ในประเทศไทยถูกกว่าที่จำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้าน บริษัทในเครือของเราจึงจึงซื้อยา ”สามดี” ไว้มากและดำเนินธุรกิจส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านนั้นโดยจำหน่ายตัดราคาให้ถูกกว่าที่บริษัทของนายจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านนั้น อันที่จริงไม่ถือว่าว่าเป็นการละเมิดสิทธิบัตรแต่อย่างใด ตามบทบัญญัติศัพท์ของทริปส์(TRIPS) เรียกว่า Parallel Imports   Gray Imports(Article 6)

        คิดทบทวนเสร็จจึงกล่าวขึ้น

ผู้แทนบริษัทยาตะวันออก: “ เราจะรอคำตอบด้วยความหวัง”

       พูดจบก็ลุกขึ้นยืนแล้วสาวเท้าสั้นๆตามคำเชื้อเชิญของเจ้าหน้าที่หน้าห้อผู้อำนวยการสำนักงานสิทธิบัตร

  ผู้แทนบริษัทยาตะวันตก:” หวังว่าคุณคงไม่ใช้บทบัญญัติของทริปส์ที่เรียกว่าการบังคับใช้สิทธิ์ Compulsory licensing (Article31) มานำเสนอกับรัฐบาลของคุณให้คุณสามารถผลิตจำหน่ายยา ”ดีดี” ได้โดยไม่ต้องได้รับการยินยอมจากเรา โดยคุณคงไม่ยกอ้างการระบาดของโรคเอดส์เป็นภาวะฉุกเฉินแห่งชาติเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพสาธารณสุขของประชาชน  ฮืมเรากลัวว่ามันจะเหมือนกับ2-3ปีที่แล้วที่เกลัวว่าประเทศเพื่อนบ้านของคุณจะใช้ทบัญญัตินี้ประกาศใช้กับยา          ”สามดี” ดังนั้นเราจึงยอมปล่อยให้มีสินค้าของเราเองนำเข้าไปจำหน่ายตัดราคาบ้างเพื่อลดความกดดันและรักษาสถานภาพสิทธิบัตรเอาไว้ “

                 ผู้แทนบริษัทาตะวันตกกล่าวพร้อมสาวเท้ายาวๆเข้าไปยืนเคียงข้างพร้อมเดินคู่ไปกับเพื่อนพันธมิตรทางการค้า

อ้างอิง

๑.TRIPS and pharmaceutical patents.WTO OMC Fact sheet ,September 2006

๒.พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.๒๕๕๒

-ถ้าระบุมาตรา หมายถึงมาตราในกฏหมายสิทธิบัตรของประเทศไทย

-ถ้าระบุ Article หมายถึงบทบัญญัติหัวข้อในข้อตกลง TRIPS(Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights)

วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557

ยาแผนโบราณที่ไม่ควรใช้


   สารหนู (Arsenic)

                  ในระหว่างปี ค.ศ. 1820-1870(พ.ศ.2373-2413) มีรายงานการตายและเกิดความเจ็บป่วยของผู้คนในประเทศอังกฤษและทวีปยุโรป ซึ่งมักเกิดกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในห้องที่ใช้กระดาษติดฝาผนังที่ผลิตพิมพ์ด้วยสีเขียวที่มีชื่อว่า  Scheele ‘s green  เรื่องที่โจษจันและ กล่าวขานกันมาก ก็คือการสิ้นพระชนน์ของมหาราชนโปเลียนเมื่อเดือน พฤษภาคม 1821 บนเกาะ เซนส์ เฮเลน่า (St.Helna)  ว่าอาจถูกวางยาพิษ  เพราะในเวลาต่อมามีนักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์ค้นพบ สารหนูปริมาณสูงในเส้นผมของคนรับใช้ส่วนพระองค์ แต่ก็หาผลสรุปไม่ได้ว่าถูกลอบปลงพระชนท์อย่างตั้งใจเพราะมีนักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งสงสัยว่ากระดาษติดฝาผนังสถานที่พำนักกักขังนโปเลียนอาจใช้สีเขียว Scheele ‘s green  ด้วยซึ่งในเวลานั้น กระดาษติดฝาผนังที่มีจำหน่ายนั้นพบสารหนูแทบทั้งสิ้น ในปีค.ศ.1815 นักเคมีชาวเยอร์มันชื่อ Leopold Gmelin  ได้เขียนรายงานลงในหนังสือพิมพ์เบอร์ลินว่าได้ พบอันตรายของกระดาษฝาผนังที่พิมพ์ด้วยสีเขียวนี้มันจะส่งกลิ่นคล้ายหนูอยู่ในห้องโดยเฉพาะเมื่อผนังมีความชื้น เขาคาดคิดว่า มันเป็นผลมาจากไอของสารประกอบสารหนู Arsenic Compound  สารหนูอยู่ในรูปก๊าซ (As3) ประกอบด้วย อะตอมสารหนูหนึ่งอะตอมและอะตอมของไฮโดรเจนสามอะตอม อันตรายเมื่อสูดดมมันเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงจะป่วยเริ่มด้วยอาเจียรและสั่นและเสียชีวิตภายในระยะ9วันต่อมา

 รูปร่างลักษณะคุณสมบัติ       อันที่จริงสารหนูเป็นธาตุกึ่งโลหะที่มีลักษณะเป็นผงโลหะสีเทา มีมากเป็นอันดับที่20ของธาตุที่พบบนโลกใช้สัณญลักษณ์ว่า As มีเลขอะตอม 33 (1 โมลกุลประกอบด้วยอะตอม 33 อะตอม) มีมวลอะตอมเท่ากับ74.9 สามารถพบได้ในสิ่งมีชีวิต พืช สัตว์และตามธรรมชาติ และทั้งเกิดจากฝีมือมนุษย์ โดยการชะล้างแร่หินที่มีสารหนูเป็นองค์ประกอบ เช่น อาร์ซีโนโพไรท์ พบได้ตั้งแต่ปริมาณ 0.1-40 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ยังพบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ทะเลสาบ แม่น้ำ น้ำบ่อ  การทำเหมืองแร่ ถลุงโลหะ การใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงในการเกษตร เป็นการช่วยเพิ่มปริมาณสารหนูมากขึ้น






ภาพจาก Wikimedia.org

การเข้าสู่ร่างกาย    สารหนูสามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยการสัมผัสทางผิวหนัง การหายใจสูดเข้าไป การรับประทานน้ำดื่มทีมีการปนเปื่อนของสารหนู โดยส่วนใหญ่แล้วสารหนูเข้าสู่ร่างกายจากการบริโภคอาหารแล้วจะดูดซึมผ่านทางเดินอาหารมากกว่าวิธีอื่น และเมื่อมันถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกขจัดออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว จากการศึกษาพบว่าปริมาณร้อยละ 80-90 มันจะถูกขจัดออกจากร่างกายทางปัสสาวะภายใน 2 วัน

อันตรายของสารหนู   พิษของสารหนู นั้นมีทั้งแบบเฉียบพลัน(Acute toxicity) และ เรื้อรัง(Chronic Toxicity) อาการเฉียบพลัน  ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่ออวัยวะที่สัมผัสกับสารหนูและอาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียนเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง การแซกซ้อนเกี่ยวกับการทำงานของหัวใจและเสียชีวิตจากการทำงานล้มเหลวของหัวใจ ส่วนอาการเรื้อรังเกิดจากการได้รับสารหนูติดต่อกันเป็นเวลานาน สารนี้จะทำให้เกิดแผลเป็นหรือเป็นรูที่ช่องจมูก ผิวหนังหนาขึ้นมีรอยด่างดำที่ผิวหนัง อาจมีเส้นสีขาวบนเล็บ นอกจากนี้สารนี้ยังทำให้เกิดอาการชาตามปลายมือปลายเท้า มีความรู้สึกแสบร้อนมีอาการอ่อนเพลียของแขนขา และอาจเป็นมะเร็งผิวหนังและปอด  รวมทั้งมีผลต่อทารกในครรภ์ทำให้กลายพันธ์ได้ ปริมาณสารหนูที่คนกินแล้วเป็นพิษ ถึงขั้นเสียชีวิตอยู่ในช่วง 1.5-500 มิลลิกรัมต่อนำหนักตัว1 กิโลกรัม

การรักษา    กรณีเป็นพิษเฉียบพลัน รีบล้างท้องโดยเร็วหากเกิดจากรับประทานเข้าทางปากให้รีบกินสารดูดซับสารหนู อย่างเช่น อัลตราคาบอน  ป้องกันและรักษาภาวะการช็อกเนื่องจากการสูญเสียน้ำจากการอาเจียนและท้องร่วง และให้ใช้ยาที่ดึงสารหนูออกจากร่างกาย    รวมถึงการล้างไตด้วยถ้าจำเป็น   หากเจ็บป่วยเนื่องจากเป็นพิษแบบเรื้อรัง หาสาเหตุว่าได้รับจากกรณีไหนแล้วหยุดยับยั้งไว้เช่น สงสัยว่าเนื่องจากการกินสมุนไพร ยาแผนโบราณที่อาจมีการปนเปื้อนหรือผสมสารหนูก็หยุดกินหยุดใช้  หรือหากคิดว่าเกิดจากสูดดมกลิ่นไอที่ระเหยมาจากสีกระดาษติดฝาผนังบ้าน(wall paper)ที่มีส่วนของสารประกอบสารหนูก็ต้องถอดเปลื่ยนออก อะไรทำนองนี้ แล้วให้แพทย์รักษาตามอาการ แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาจับดึงสารหนูออกจากร่างกายในกรณีจำเป็น ตัวอย่างยาที่ใช้กันในปัจจุบันได้แก่ Dimercaprol,SuccimerและPericillamine ยาเหล่านี้เป็นยาหาซื้อตามท้องตลาดยากมีราคาแพงภาษาทางการแพทย์เภสัชเรียกว่า ยากำพร้า(Orphan drug)

                    แต่เดิมในอดีตสารหนูถูกบรรจุอยู่ในตำรับยาของชนชาติต่างๆ ไม่ว่า ฝรั่งยุโรป อาหรับ เอเซีย จีน อินเดีย แม้แต่ไทย ยาแผนโบราณก็มีการกล่าวถึง ใช้ชื่อ สารหนู โดยตรง หรืออยู่ในชื่อ หรดาลกลีบทองหรือหรดาแดงบ้าง (ทั้งสองชนิดเป็นสารประกอบของสารหนูกับแร่กำมะถัน) ปัจจุบันพบว่ามันให้โทษอันตรายกว่ามาก จึงไม่แนะนำให้ใช้และขอห้ามใช้เป็นยาโดยเด็ดขาด อย่างไรก็ดีมีรายงานจากหน่วยราชการกระทรวงสาธารณสุขเสมอๆว่าตรวจพบ การปนเปื้อนสารหนู ในวัตถุดิบสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำเร็จรูปที่มีจำหน่ายในตลาดเมืองไทย จึงเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องต้องช่วยกันตรวจตรา ควบคุมคุณภาพในผลิตภัณฑ์เหล่านั้น รวมถึงผู้บริโภคก็ต้องระมัดระวังพิจารณาก่อนซื้อหามาใช้ด้วย

อ้างอิงและดูข้อมูลเพิ่มเติมที่

  1. The elements of murder /John Emsley
  2. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
  3. ศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์  http://msds.psd.go.th/





วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2557

ความเสื่อมของระบบย่อยอาหารเมื่อเข้าสู่วัยชรา






                  ก่อนอื่นขอให้ผู้อ่านได้รู้และเข้าใจระบบย่อยอาหารของร่างกายคนเรา อย่างย่อดังนี้ 


ระบบย่อยอาหารเป็นขบวนการที่ระบบทางเดินกระเพาะอาหารนำสารอาหารสำคัญมาสู่ร่างกายและใช้ขบวนการเคมีทำการเปลื่ยนแปลงอาหารที่ไม่ต้องการไปเป็นของเสีย  การเคี้ยวบดฉีกอาหารภายในปากเป็นขั้นแรกของการย่อยอาหาร  น้ำลายจะเริ่มต้นย่อยเปลื่ยนแปลงทำอาหารให้เป็นก้อนนุ่ม ที่เรียกว่า “โบลัส” (Bolus) น้ำลายทำให้ก้อนอาหารลื่นง่ายต่อการกลืนและไถลลงไปตามลำคอและหลอดอาหาร ก้อนอาหารจะผ่านรูหูรูดกระเพาะส่วนต้นเข้าสู่กระเพาะอาหาร  ภายในกระเพาะอาหารจะปล่อยกรดไฮโดรคลอริก ย่อยโมเลกุลอาหารขนาดใหญ่ให้เล็กลงแล้วทำให้เป็นก้อนเหลว ก้อนอาหารเหลวที่ย่อยแล้วในกระเพาะอาหารนี้เรียกว่า ไคม (Chyme) ผ่านต่อไปหูรูดกระเพาะอาหารส่วนปลาย เข้าสู่ลำไส้เล็กที่ส่วนต้นลำไส้เล็ก ณ.ที่นี้ เอ็นไซม์จะถูกปล่อยออกจากตับอ่อน ตับ และถุงน้ำดี  ย่อยไคมต่อไปอีกให้เป็นสารประกอบที่สามารถดูดซึมให้ร่างกายใช้ได้   ผิวภายในลำไส้เล็กเป็นเยื่อเมือกปกคลุมประกอบด้วยปุมเล็กๆ รูปร่างคล้ายนิ้วมือเรียกว่า วิลไล (Villi) วิลไลนี้สามารถย่อยอาหารจนได้และให้สารอาหารที่ถูกย่อผ่านเข้าสู่กระแสเลือดที่ลำไส้เล็ก  ที่นี่สารอาหารที่มีคุณค่าและวิตามินทั้งหมดจะถูกดูดซึม  ไคมเคลื่อนต่อไป สามารถเคลื่อนไปไกลถึง ๒๐ ฟุตตามความยาวของลำไส้เล็ก ก่อนที่จะถึงส่วนปลายสุดลำไส้เล็กเพื่อเข้าลำไส้ใหญ่  มีการย่อยน้อยมากที่ลำไส้ใหญ่ ไคมที่ไม่ย่อยแล้วจะผ่านลำไส้ใหญ่ถือเป็นของเสีย ซึ่งจะแข็งขึ้นตลอดระยะทางผ่านลำไส้ใหญ่เพราะน้ำจะถูกลำไส้ใหญ่ดูดกลับเข้าสู่ร่างกาย เกิดของเสียสะสมบริเวณลำไส้ตรงหรือไม่ก็ปลายลำไส้ใหญ่จนกระทั้สมองส่งสัญญานให้ร่างกายขับถ่ายออกมา





            มีข้อถกเถียงถึงความคิดเห็นที่แตกต่างที่ระบุว่า วัยชรา ควรจะนับตั้งแต่อายุเท่าไร ซึงผู้เขียนขอละไว้ไม่กล่าวให้มากความแต่ขออ้างจากตำราทั่วๆไป กำหนดให้ ว่าเมื่อคนเราเข้าสู่อายุ 65 ปีขึ้นไป


เมื่อเราเข้าสู่วัยชราอวัยวะและร่างกายตางๆหลายระบบก็เกิดความเสื่อมถอย ทำงานช้าลง และด้อยประสิทธิภาพ ไม่ปกติเกิดปัญหาต่างๆ โดยขอยกตัวอย่างเฉพาะระบบย่อยอาหารอย่างย่อมานำเสนอในบทความนี้เท่านั้น


ความชรามีผลต่อระบบย่อยอาหารได้หลายทาง อย่างเช่น


        กล้ามเนื้อหลอดอาหาร (esophagus) บีบหดตัวอ่อนแรงลงแต่ก็ไม่กระทบกับการเคลื่อนไหลของอาหารลงกระเพาะมากนัก


       เวลาที่อาหารอยู่ในกระเพาะอาหารนั้นนานขึ้น  ก็คือ กระเพาะอาหารบีบไล่ และย่อยอาหารให้ผ่านออกไปช้าลง


      กระเพาะอาหารไม่สามารถบรรจุรับปริมาณอาหารได้เท่าเดิม(น้อยลง)เนื่องจากความยืดหยุนตัวของกระเพาะอาหารลดลง เสื่อม  แน่ละคนส่วนใหญ่อาจไม่สังเกตการณ์เปลื่ยนแปลงนี้ ยังมีการเปลื่ยนแปลงอื่นๆอีกเช่น ในทางเดินอาหารจะผลิตเอ็นไซม์แล็คเตสน้อยลง เอ็มไซม์ตัวนี้ร่างกายต้องการมันเพื่อใช้ย่อยนม  ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าคนชราจึงไม่ถูกกับนม บางท่านจะมีอาการแน่นท้อง ท้องอืด มีแก๊ส หรือท้องเสียเมื่อดืมนม   ในลำไส้ใหญ่ส่วนของอาหารและกากอาหารเคลื่อนตัวไปได้ช้า ทำให้เกิดอาการท้องผูกได้เสมอ  ในส่วนของตับก็มีการเปลื่ยนแปลง  ตับเริ่มเล็กลงเนื่องจาก เนื่องจากเซลของตับลดจำนวนลง และมีเลือดไหลผ่านตับลดน้อยลง แน่นอนเอ็มไซม์จากตับทำงานจะทำงานด้อยประสิทธิภาพ มีผลให้ร่างกายทำลายยา(รวมถึงสารอื่นๆ)และขจัดมันออกจากร่างกายได้ไม่เหมือนเดิม  ผลการออกฤทธิ์ของยาต่างๆที่รับประทานเข้าไปจึงอยู่นานขึ้น ฉะนั้นผู้ดูแลเกี่ยวข้องต้องตระหนักในเรื่องนี้ด้วย


 ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิง

 The Merck Manual of Health&Aging

โปรดดูภาพเคลื่อนไหวจาก