จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังคม ความเป็นอยู่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังคม ความเป็นอยู่ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เรื่องแปล การบริหารอาหารที่ใกล้หมดอายุ (WASTE NOT,WANT)


            ในสหรัฐอเมริกา ฝ่ายเกษตรกรรม ของรัฐบาลสหรัฐ เปิดเผยข้อมูลว่า ประมาณหนึ่งในสามของอาหารที่มีสนองต่อตลาดผู้บริโภคคิดเป็นปริมาณ133 พันล้านปอนด์ต่อปีนั้น ไม่ได้ถูกบริโภคหรอกและหากคิดเป็นเงินมีมูลค่า 162พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกามากกว่ายอดขายชองเจนเนลรัลมอเตอร์ในปี2013 ตัวเลขนี้ยังไม่ได้คิดละเอียดไปถึงต้นทุนน้ำ พลังงาน พื้นดินที่ใช้เพาะปลูก,ผลิต อาหารเหล่านั้น
            นาย ด็อง รันช(Doug Rauch)อตีดประธานบริษัทนายหน้าโจ(Trader Joe’s)มีความคิดถึงการมีส่วนในการแก้ปัญหานี้     การขายอาหารที่ผ่านเลยช่วงเวลาที่สดใหม่เหมาะสมกับการบริโภคไปแล้ว เป็นที่วิภาษวิจารณ์ถกเถียงแพร่ไปทั่ว ถึงความเชื่อว่าวันเวลาที่ประทับอยู่บนห่อบรรจุภัณฑ์อาหารไม่ใช่เป็นวันบอกการหมดคุณภาพ(หมดอายุ)ของอาหาร หรือชี้บ่งถึงความปลอดภัยของอาหาร และก็ไม่ได้รับการตัดสินอย่างเป็นทางการ(ยกเว้นอาหารสำหรับทารก) อันที่จริงแล้วการขายเลยเวลาที่ระบุบนห่อบรรจุภัณฑออกไปเป็นการอนุมาณว่าคุณภาพที่ดีสุดของสินค้าไม่ถูกรับประกัน ทึ่จริงแล้วมันยังอยู่ในสภาพดีอีกระยะเวลาหนึ่งจนกระทั้งร้านจำหน่ายโยนมันทิ้งออกไป(มีการประเมินว่าซูปเปอร์มาเก็ตทุกๆวันจะเคลียร์อาหารที่ไม่สามารถจำหน่ายได้ตามเวลาที่ระบุตามป้ายทิ้งเป็นมูลค่าประมาณ 2,300 ดอลลาร์ออกจากตู้ชั้นวางของ... ข้อมูลปี2010จากเจ้าหน้าที่องค์กร American Wasteland )
          ดังนั้น นาย รันช จึงมีแผนมีเปิดคลังเก็บในเมืองบอสตัน(Boston)เพื่อจำหน่ายขายอาหารดังกล่าว โดย(จัดการโลจิกติก)ซื้อสินค้าที่อยู่ในช่วงใกล้ครบกำหนดเวลาที่คุณภาพดีสุดจากแหล่งร้านค้าของชำต่างๆและผู้ปลูก,ผู้ผลิตแล้วหมุนเวียนขายให้ผู้บริโภคผู้ประกอบอาหารเท่าที่ทำได้ให้มากที่สุด  นาย รันช หวังว่าสามารถแก้ปัญหาได้สองประการคือลดการทิ้งอาหารเป็นของเสียและสำคัญสุด ช่วยผู้หิวโหย ประมาณหนึ่งในหกของครัวเรือนประชากรสหรัฐได้อาหารไม่พอเพียง(ข้อมูลจากUSDA) นาย รันชยังเดินหน้าต่อแม้ทำตลาดขยายได้ใหญ่ขึ้น เขาต้องการที่จะบริการให้กับผู้บริโภคที่ต้องการอาหารให้แคลอรีพอเหมาะแต่ไปรับประทานผิดประเภทเช่น สแน๊ก,โซดา ฯลฯ และได้จัดตั้งร้านของชำการกุศลที่เรียกว่า Daily Table เหมือนธนาคารอาหาร(Food Bank) เขาหวังว่ารูปแบบโมเดลนี้จะเหมาะสม เขากล่าวว่า “ การขจัดความหิวโหยส่วนใหญ่ คุณต้องทำการบริการให้มีคุณภาพ กล่าวอีกแง่คือผมเติบโตได้ด้วยการสนับสนุนของพวกท่านทุกๆวัน ”


        สำหรับการดำเนินงานของนาย รันช อาจอยู่บนจุดประสงค์บางสิ่ง ขณะที่สหภาพยุโรป(ยียู)กำลังขจัดแยกอาหารอย่างเช่น ชีสและพาสต้าให้ดีที่สุดก่อนครบวันที่ระบุบนป้ายซึ่งสามารถลดอาหารเสียทิ้งได้ร้อยละ15


วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

บทความ วิธีอนุรักษ์น้ำ



                 ในปีค.ศ. 2030 โลกต้องสนองตอบต่อความต้องการใช้น้ำทั่วโลกได้เพียง 60เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ต้องจ่ายเงินถึง50-60พันล้านดอลลลาร์เพื่อเติมเต็มในช่องว่างดังกล่าว
รูปแบบของการอนุรักษ์
แบบที่ดึงน้ำจากส้วมเข้าก๊อก Tackling the toilet to tap taboo 
ที่เมือง Windhock  ประเทศนามิเบีย มีความคิดทำน้ำที่เคยอยู่ในโถส้วมมาเป็นน้ำดืม ดูอาจเป็นเรื่องตลกแต่ก็ไม่  จากการทดสอบพิสูจน์แล้วพบว่ามันปลอดภัย นี่เป็นวิธีหนึ่งที่ถูกที่สุดและเชื่อถือได้ต่อการนำน้ำมาสนองต่อโลก นาบิเนียเป็นประเทศที่แห้งแล้งอยู่ทางใต้ของทะเลทรายซาฮ่าร่า ในเมืองหลวงที่ชื่อว่า Windhock  มีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ถึง35เปอร์เซ็นต์  ประเทศตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเล5,000ฟุตล้อมรอบด้วยภูเขา  เมือง Windhock มีฝนตก
แบบที่2 นำน้ำทะเลมาขจัดเกลืออก Success  with seawater desalination
ที่เมือง เพริธ์ ประเทศออสเตรเลีย   พื้นผิวโลกส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยน้ำทะเลมหาสมุทร ฉะนั้นหากหาวิธีเอาเกลือออกจากมันก็จะได้สารละลายobvious  ทำได้โดยใช้ความดันสูงอัดน้ำให้ผ่านเยื่อแมมเบรนที่กักกรองbrineไว้ด้านหลัง ซึ่งวิธีนี้กำลังเป็นที่นิยม ด้วยการสร้างโรงงานนี้ (desalination plant)กว่า15,000แห่งได้น้ำสอาด17 พันล้านแกลลอนต่อวัน(64 พันล้านลิตร)   เมืองเพริธ์ เมืองที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตกของทวีปออสเตรเลีย มีประชากร 1.7ล้านคนได้เริ่มโครงการนี้เมื่อปี ค.ศ.2007 เมื่อระดับน้ำในเขื่อนกักเก็บลดลง  ปัจจุบัน โรงงานของรัฐได้สนองความต้องการนี้ได้ปริมาณ 32พันล้านแกลลอนต่อปี
อย่างไรก็ดีด้วยวิธีนี้ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั่วถึงเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายและต้นทุนสูงในเรื่องพลังงาน  มันสูงกว่าวิธีนำน้ำเสีนมารีไซเคลถึง 5เท่า แต่ปัจจุบัน บริษัทซีเมนต์Siemens ประกาศว่าประสบความสำเร็จในการทดสอบ ที่เรียกว่า อีเล็คโตรไดไลซิส(Eletrodialysis)เทคนิคใหม่เลียนแบบมาจาก การทำงานรูปแบบอีเล็คโตเคมิเคล(Electrochemical)ของไตคน สามารถกรองโดยประหยัดพลังงานลดลงกว่าครึ่งจากวิธีเดิม

แบบที่3 Mandating rainwater harvesting ออกคำสั่งให้กักเก็บน้ำฝนไว้ทุกบ้านที่เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดียมีฝนตกมากกว่า 38นิ้วต่อปีจนได้ชื่อว่า การ์เดนท์ซิตี่ (Garden City)ยังมีปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำ การเพิ่มประชากรเกือบ50เปอร์เซ็นต์ในปี ค.ศ.2001 มีบ่อน้ำในเมือง 2,000บ่อ สนองต่อการบริโภคน้ำในเมืองได้40เปอร์เซ็นต์
แบบที่4 เพิ่มแรงจูงใจ ในการอนุรักษ์ Incentivizing conservation
รัฐนิวแมกซิโก ของสหรัฐอเมริกา เมืองAlbuquerqueมีประชากร 550,000คน เป็นเมืองที่มีของเสียมากที่สุดเมืองหนึ่งของสหรัฐอเมริกา สามารถลดการใช้น้ำต่อรายหัวลงได้ 38เปอร์เซ็นต์ จาก251แกลอน(950ลิตร)เหลือ175แกลอน(662ลิตร)ต่อคนต่อปี ทั้งนี้เริ่มในปีค.ศ.1995เจ้าหน้าทีเมืองให้พลเมืองประหยัดน้ำที่รดสวนโดยให้ปลูกพืชที่เป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมหน่วยงานของเมืองสร้างแรงจูงใจโดยจ่ายเงินชดเชยให้ชาวบ้าน7เซนต์ต่อพื้นที่สวนหนึ่งตารางเมตรทีลดขนาดพื้นที่สวนหญ้าที่ต้องใช้น้ำหญ้าที่ต้องใช้น้ำมาก และรณรงค์ให้ปลูกพืชท้องถิ่นที่ขึ้นอยู่ได้ในสภาพทะเลทราย
ปัจจุบันพื้นที่ 557,000ตารางเมตร์ of turf ถูกแทนที่ด้วยต้นอกาเว agave Joshua hyacinths และพันธ์พืชทะเลทรายที่เหมาะสมที่เรียกกันในสไตล์ว่าXeriscaping เราสามารถเห็นได้ทุกหนทุกแห่งตลอดเส้นทางลาสเวกัส(Las Vegas)ถึง แซนอันโทนิโอ(San Antonio) นอกจากนี้เมืองยังออกเงินให้ผู้อยู่อาศัย20ดอลลาร์เพื่อเข้าคอสอบรบการอนุรักษ์สงวนน้ำ และยังให้เงินชดเชยแก่ผู้ที่ใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ที่ประหยัดน้ำ อย่างเช่น 200เหรียญสำหรับซื้อ(ห้องน้ำ)โถส้วมที่ประหยัดน้ำ 75เหรียญสำหรับโถปัสสาวะที่ประหยัดน้ำ 100ดอลลาร์สำหรับสำหรับการใช้เครื่องซักผ้าประสิทธิภาพสูงใช้น้ำน้อย
แบบที่5  ปิดตายวงจรน้ำ Closing the water Loop  สิงคโปร์เป็นประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กกว่ามหานครนิวยอร์ค แต่มีพลเมืองมากกว่า 6ล้านคนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น เกาะนี้ตั้งอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรมีฝนตกชุกแต่มีพื้นที่กักเก็บน้ำน้อยและพื้นดินอัดแน่นเต็มไปด้วยทรายไม่สามารถเก็บน้ำใต้ดินได้ สิงค์โปรจำต้องนำเข้าน้ำถึง 152ล้านแกลลอน(560ล้านลิตร)โดยนำเข้าจากประเทศมาเลเซียซึ่งจะสิ้นสุดสัญญานำเข้าในปี ค.ศ.2061 สิงคโปร์จึงต้องหาวิธีเพื่อการเก็บกักอนุรักษ์ดำเนินการดังนี้
1.      สร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ17แห่ง เก็บน้ำฝนที่มีปริมาณการตกเฉลี่ย100นิ้วต่อปี
2.      ฝนที่ตกลงสู่ท่อน้ำเสียนำมารีไซเคล วนเปลื่ยนมาทำน้ำดื่ม
3.      ใช้วิธีแยกเกลือออกจากน้ำทะเล(desaltination) สามารถสนองความต้องการ10เปอร์เซ็นต์ของน้ำดืม
4.      ลงทุน 3พันล้านดอลลาร์ นำน้ำเสียจาก ห้องน้ำ ส้วม ชักโครก จากบ้านที่อยู่อาศัยลงสูอุโมงค์ใต้ดินยาว30ไมล์แล้วส่งไปยังโรงงานบำบัดน้ำกลับมาใช้ใหม่ 4แห่ง  โรงงานใช้วิธีออสโมซิสย้อนกลับแล้วทำให้บริสุทธิ์จากแสงอุลตราไวโอเล็ต น้ำนี้ไม่ได้ใช้สำหรับดืมแต่ส่งใช้เพื่อขบวนการผลิตต่างๆที่ใช้น้ำ มันยังใช้ในระบบแอร์ปรับอากาศของอาคารในตึกสูงๆของประเทศด้วย
แปลและเรียบเรียงจาก
               Droughtbusters,Time October3,2011








น้ำ,ทรัพยากรที่ต้องทบทวนคุณค่ากันใหม่

         

             เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ปี ค.ศ. 2013  เลขาธิการสหประชาชาติ นายบันคีมูน ได้กล่าวเนื่องในโอกาสที่สหประชาชาติฉลองการครบรอบ 20 ปี ของ "วันน้ำโลกโดย ประกาศให้ปี 2556 เป็น "ปีแห่งความร่วมมือด้านน้ำ" ทั้งนี้นายบันคีมูน ยัง ได้ออกมาเตือนว่าภายในปี ค.ศ. 2030 ประชากรของโลกถึง 2 ใน 3 จะต้องประสบกับภาวะขาดแคลนน้ำ เนื่องจากความต้องการใช้น้ำของโลกที่เพิ่มขึ้นถึง 40%โดยเขาได้ระบุว่า ทุกวันนี้โลกมีความต้องการใช้น้ำที่สูงมาก มีประชากรบนโลกถึง 1 ใน 3 ที่ประสบปัญหาจากความต้องการใช้น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเกษตรกรและผู้ที่ทำปศุสัตว์ ขณะที่ผู้คนอีกกว่า 780 ล้านคนก็ยังไม่มีโอกาสที่จะข้าถึงแหล่งน้ำดื่มได้ โดยเฉพาะในแอฟริกา   นั่นทำให้ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็น ในการปกป้องและจัดการทรัพยากรน้ำที่มีความเปราะบาง และมีอยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะเมื่อประชากรของโลกกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลก นอกจากนี้ นายเมเยอร์ ฮาร์ติง หัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรป ได้เสริมว่า มีผู้คนที่ย้ายไปยังอาศัยยังเขตเมืองมากขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้มีปริมาณการใช้น้ำเพิ่มขึ้นถึง 50% ในปี ค.ศ. 2025 และในตอนนั้น ผู้คนราว 5.5 พันล้านคน ซึ่งนับเป็น 2 ใน 3 ของประชากรโลกจะต้องประสบกับภาวะขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน และเป้าหมายหลักในการพัฒนาแห่งสหัสวรรษขององค์การสหประชาชาติ ก็คือ การลดสัดส่วนของประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดลงครึ่งหนึ่ง ภายในปี ค.ศ. 2015
            เป็นที่ทราบกันแล้วว่า สาเหตุของการขาดแคลนน้ำมีอยู่หลายสาเหตุด้วยกัน แต่ที่หลักๆได้แก่ โลกเกิดภาวะเรือนกระจก,จำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น,การขยายตัวภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์,การขยายตัวภาคอุตสาหกรรม,ป่าไม้ถูกทำลายและสูญเสียระบบนิเวศน์วิทยาที่สมดุลย์ ซึ่งอันที่จริงอย่างที่นักฟิสิกส์กล่าวไว้ว่า น้ำไม่หายไปจากโลกง่ายๆหรอก มันอยู่ในรูปแบบของไหลเปลื่ยนแปลงไปมาอย่างธารน้ำแข็ง เมฆ น้ำทะเล เหงื่อตามร่างกายฯลฯ การเปลื่ยนแปลงรูปแบบโดย การระเหย,การแข็งรวมเป็นก้อน(ตกผลึก),การดื่มใช้และการไหลลงสู่ใต้ดิน ซึงในบางพื้นที่ของโลกเรานี้ก็หาได้ไม่ยากและดูเหมือนมีการใช้ที่ฟุ่มเฟื่อย มีการประเมินราคาของน้ำต่อปริมาตรหนึ่งลูกบาศ์กเมตรในเมืองต่างๆบนพื้นโลกที่จัดหาให้บริการแก่คนเมือง ในราคาที่แตกต่างกันอย่างมาก


ในรูป(ภาพจากFORTUNE MAY19,2014)แสดงตัวอย่าง ราคาของน้ำต่อหนึ่งลูกบากศ์เมตรที่เมืองต่างๆ  อย่างเช่น โคเปนเฮเกน 7.38เหรียญสหรัฐ    ที่เบอร์ลิน 6.43เหรียญสหรัฐ  อัมสเตอร์ดัม 5.29 เหรียญสหรัฐ  ลอนดอน3.80เหรียญสหรัฐ    นิวยอร์ก3.27 เหรียญสหรัฐ             โตเกียว 2.11เหรียญสหรัฐ   เซี่ยงไฮ 0.45เหรียญสหรัฐ    เดลฮี 0.24เหรียญสหรัฐ   กรุงเทพ0.28เหรียญสหรัฐ   ฮานอย0.19 เหรียญสหรัฐ
            ด้วยความแตกต่างที่ราคาตามพื้นที่เมืองนี้เองอาจชี้ให้เห็นถึงต้นทุนการได้มาซึงน้ำต่างกันและให้เห็นว่าประเทศบ้านเมืองใดยังคงมีความอุดมสมบรูณ์ด้วยน้ำหรือไม่ก็ยังไม่อยู่ในสภาพคลาดแคลนน้ำจึงมีราคาที่ไม่แพงทำให้ประชาชนผู้บริโภคทั้งนักอุตสาหกรรมและเกษตรกรในเมืองประเทศนั้นเกิดความเข้าใจผิด ใช้น้ำได้ตามกำลังซื้อที่จ่ายได้  อันที่จริงก็ไม่ใช่ว่าประชาชนในประเทศหรือส่วนต่างๆของโลกจะได้ใช้น้ำโดยราคาและการเข้าถึงน้ำที่เสมอภาคกัน หากเป็นประชากรที่อยู่นอกเมืองในชนบทอาจเข้าถึงน้ำในต้นทุนราคาที่ถูกกว่าประชากรที่อยู่ในเมือง เขาสามารถนำน้ำมาจากแหล่งธรรมชาติโดยไม่ต้องจ่ายหรือจ่ายน้อยกว่าแต่ก็ไม่มีหลักประกันที่แน่นอนขึ้นกับภูมิประเทศ ภาวะทางธรรมชาติที่เอื้ออำนวยให้มีแหล่งน้ำอยู่เพียงพอและตลอดไป และด้วยความไม่เสมอภาคกันอีกทั้งความเจริญทางเทคโนโลยี(ในการให้ได้น้ำมาใช้)ได้ถูกโอนเอียงมาบริการให้แก่ชุมชนคนเมืองเป็นหลัก จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าการขาดแคลนน้ำจะตกอยู่กับประชาชนในแถบนอกเมือง ภาคเกษตกรรมที่ถูกมองว่าเป็นผู้ใช้น้ำเสียใหญ่และถ้าอยู่ในพื้นที่ที่อุดมสมบรูณได้มันมาในต้นทุนต่ำมักขาดแรงจูงใจในการสงวนรักษาและใช้มันอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เป็นตัวการทำให้(โลก)ขาดแคลนน้ำ แต่ภาคอุตสาหกรรมนั่นแหละเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์เลวร้าย ดูจากการผลิต ผลิตภัณฑ์บางอย่างที่ใช้น้ำเป็นจำนวนมากมาย อุตสาหกรรมเหล่านี้ได้เติบขยายมากขึ้น
          จากข้อมูลของกลุ่มทำงานที่ไม่แสวงหาผลประโยชน์ในประเนอเธอแลนด์ที่ชื่อว่า Water Footprint Network เปิดเผยว่าในการผลิตชีสเบอร์เกอ(cheeseburger)ครึ่งปอนด์ต้องใช้น้ำจำนวน 968 แกลอน(3,688 ลิตร) ผลิตชีสบางๆหนึ่งแผ่นใช้น้ำ24  แกลอนหรือ 91  ลิตร(ข้อมูลผลิตภัณฑ์อื่นดูรูป  ประกอบ)เป็นการชี้ให้เห็นว่าในการได้มาซึงผลผลิตหนึ่งๆต้องใช้น้ำเป็นจำนวนเท่าใด  ดังนั้นการตีคุณค่าของน้ำด้วยราคาที่ปรากฏ มันก็ยังไม่ได้ความจริงที่เที่ยงตรงถูกต้องเสมอไป  สมควรที่จะข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องพิจารณาร่วมด้วย
เรียบเรียงจาก๑. FORTUNE MAY19,2014
                    ๒.องค์การสหประชาชาติ