จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พลังสมองจากการเรียนรู้ภาษามากกว่าหนึ่งภาษา


     ที่รัฐยูท่าห์สหรัฐอเมริกาเด็กนักเรียนประถมกำลังสนุกสนานกับการเรียนร้องอ่านพูดภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาแม่ของตน อย่างเช่น ฝรั่งเศล สเปน จีน หรือโปตุเกส เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมศึกษาภาษาที่แน่วแน่เอาจริงมากที่สุดของสหรัฐอเมริกา โปรแกรมนี้เริ่มต้นเมื่อปีคศ.2009 เริ่มด้วยนักเรียน1400คนในโรงเรียน75แห่งแล้วขยายตัวไปถึง100  มีเด็กเข้าเรียนถึง 20,000คนในปี2013ราวร้อยละ 20ของโรงเรียนชั้นประถมในรัฐยูท่าห์ ผู้ประสงค์จะเข้าโปรแกรมนี้สมัครตามพื้นที่ของตนที่โรงเรียนตั้งอยู่ การคัดเลือกโดยจับฉลากการเข้าศึกษาโปรแกรมนี้ต้องเรียนเหล่าวิชาที่เรียนในแต่ละวัน ครึ่งหนึ่งเรียนเป็นภาษาใหม่ อีกครึ่งเรียนเป็นภาษาอังกฤษ

       ความคิดที่เปิดสอนโปรแกรมศึกษานี้ขึ้นมานั้นเพื่อเกิดประโยชน์สร้างจิตใจที่ฉลาดว่องไวของเด็กชายหญิงในช่วงเวลานั้นมีผลการวิจัยหลายแห่งแสดงออกมาว่า สมองของคนที่เรียนรู้ภาษาได้มากกว่าสองภาษาจะแตกต่างและดีกว่าคนที่รู้ภาษาเดียว ผู้ที่สามารถใช้ภาษาหลายภาษาย่อมดีกว่า พวกเขาทำงานได้คล่องแคล่วไวกว่าโดยเสียพลังงานน้อยกว่าในการเจริญเติบโตมีอายุขึ้นด้วย พวกเขาสามารถรักษาสมรรถนะการเรียนรู้องค์ความรู้ได้นานเลื่อนภาวะสมองเสื่อมและการเกิดอาการหลงลืม(อัลไซเมอร์)ยืดออกไป
      การรับรู้จากการฟังของมนุษย์จะเริ่มต้นทำงานตั้งแต่เป็นทารกสามเดือนแรกและสิ่งที่เสียงดังที่สุดที่ทารกได้ยินก็คือเสียงของแม่ ไม่ว่าจะพูดภาษาไหนก็ตามเสียง สำเนียง จังหวะของแม่ที่ออกมานั้นไหลสื่อตรงไปยังสมองของทารกและทำให้เกิดความคุ้นเคยหมายรู้อย่างง่ายดาย
ภาพการพัฒนาของสมองในส่วนของSENSES,HIGHER COGNITION,LANGUAGE ตามอายุตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา
ภาพจาก  TIME Magazine July29,2013


            เมิ่อปี ค.ศ.2012นักจิตวิทยาสวีเดนแห่งมหาวิทยาลัยLundตัดสินใจที่จะทดสอบความคิดที่ว่าเมื่อมีระบบเรียนรู้หลายภาษาเกิดขึ้น เขาทำการแกนสมองผู้ที่เข้าชั้นเรียนในสถาบันThe Armed Forces Interpreter ที่Uppsalaก่อนเข้าเรียน ที่นั้นเด็กๆเข้าโปรแกรม เอาจริงจังสอนหนักกลุ่มหนึ่งเรียนภาษาที่พวกเด็กไม่รู้จักเลยเช่น Arabic  หรือ Dari เป็นเวลา13เดือนเปรียบเทียบกับอีกกลุ่มที่เรียนรู้การแพทย์ละวิทยาศาสตร์การเรียนรู้เป็นระยะเวลาที่เท่ากันทั้งสองกลุ่มเมื่อเสร็จคอร์สเด็กนักเรียนจะถูกสแกนสมองอีกครั้ง พบว่าในกลุ่มที่เรียนภาษาพบการเติบโตบริเวณHippocampus บริเวณนี้ช่วยบังคับควบคุมความจำในเรื่องใหม่ๆ อีกทั้งบริเวณcerebral cortex 3แห่งที่เกี่ยวกับคำสั่งเหตุผลชั้นสูงเติบโตส่วนอีกกลุ่มหนึ่งนั้นไม่มีการเปลื่ยนแปลงนักชีววิทยาชื่อ Nina Krausแห่งมหาวิทยาลัย นอร์ทเวสได้ใช้ขั้วแปะไฟฟ้าบันทึกคุณภาพการได้ยินบริเวณก้านสมองเพื่อดูพฤกติกรรมความเข้าใจของคนพวกใช้สองภาษา เธอพบว่าคนที่รู้ภาษามากกว่าหนึ่งภาษาดีกว่าพวกที่ใช้ภาษาเดียวในเรื่องของรับระดับเสียงจังหวะและไม่สับสนกับเสียงรอบข้าง
ผลที่เกิดขึ้นนี้เกิดการพิจารณากันที่ว่า สมองทำงานอย่างไรไม่ใช่มันเปลื่ยนแปลงอย่างไร  สมองคนที่เรียนรู้สองภาษาจะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นมันมีจุดเชิ่อม(เซลประสาท)ที่มั่นคงเกิดขึ้น ทุกครั้งที่เราจะใช้คำสองคำเรียกสิ่งของเดียวกันนั้นเป็นการหัดให้เรามีใจจดใจจ่อภาษาในเชิงวิทยาศาสตร์เรียกว่า task switching เป็นการเตรียมพร้อมทำหลายๆสิ่งในเวลาเดียวกัน อย่างกรณีที่ทุกครั้งที่ท่านกำลังอ่านอีเมล์เกิดมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นต้องรับโทรศัพท์แล้วก็เกิดขัดจังหวะมีคนมาพบท่านสมองของท่านต้องแน่วแน่สลับติดอยู่กับไม่กิจกรรมหนึ่งก็อีกกิจกรรมอื่น มันเป็นการท้าทายยิ่งขึ้นเมื่อคุณต้องมีงานหลากหลายซึ่งไม่ได้มาแบบตามลำดับแต่เกิดพร้อมกัน     
           ความดีของสมองผู้เรียนรู้ภาษามากกว่าหนึ่งภาษาไม่ได้มีผลแค่วัยเด็กหรือวัยรุ่นเท่านั้นแต่ยังประโยชน์ไปถึงวัยผู้สูงอายุด้วย มีการประเมินจากหน่วยงาน Cognitive neuroscientist Brain Gold มหาวิทยาลัยแคนตั๊กกี้ ทดสอบกับกลุ่มผู้สูงวัยที่มีอายุระหว่าง60-68ปี ทดสอบแบบ task-switching พบว่าผู้ที่เรียนรู้ภาษาสองภาษาจะทำการทดสอบได้ดีกว่าผู้สูงวัยที่เรียนมาภาษาเดี่ยว โดยปกติทุกกิจกรรมสมองที่ผู้สูงวัยที่รู้สองภาษาใช้จะใช้พลังงานน้อยกว่าผู้สูงวัยที่เรียนภาษาเดียวแม้ว่าการรับรู้ของผู้สูงวัยจะเสื่อมลงตามอายุที่มากขึ้น แต่สำหรับผู้ที่เรียนสองภาษาจะมีค่าเฉลื่ยยาวขึ้น4.1ปีก่อนเกิดโรคสมองเสื่อมและยาวขึ้นกว่าปกติ5.1ปีก่อนเกิดอาการอัลไซเมอร์ ถ้าเช่นนั้นเราก็ควรส่งเสริมให้ลูกหลานเรียนภาษาเพิ่มขึ้นนอกจากเพียงรู้ภาษาแม่บ้านเกิดของตน
                                                                -------------------------------------------------
สกัดใจความ,แปลเรียบเรียงจาก.....The Power of  The Bilingual Brain..  TIME Magazine July29,2013

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ข้อโต้แย้งใน Journey To The Centre of The Earth ศิลปการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์

          


                  ในเรื่องนิยาย Journey To The Centre of The Earthที่แต่งโดย Jules Verne มีตอนหนึ่งที่แสดงถึงข้อโต้แย้งถกเถียงระหว่างพระเอกของเรื่องชื่อAxelกับลุงของเขาเป็นศาสตราจาร์ยชื่อLindenbrokถึงความเป็นไปได้หรือไม่ในการเดินทางเข้าสู่ใจกลางโลก โดยทั้งสองใช้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์มาเสนอและหักล้างกัน ผมเห็นว่าบางส่วนของตอนนี้ของเรื่องน่าสนใจใคร่จะนำเสนอมาให้ผู้อ่านได้ทราบและช่วยกันวิเคราะห์ โดยตัดมาถึงการสนทนาระหว่างบุคคลทั้งสองดังนี้
Axel: “ เมื่อลงไปใต้เปลือกโลกทุกๆ70ฟุต อุณหภูมิจะสูงขึ้น1องศา(คงเป็นองศาฟาเรนไฮทเพราะช่วงเวลาที่แต่งเรื่องนี้องศาเซลเซียสยังไม่ถูกนำมาใช้แทน)และถ้าอัตราส่วนนี้คงที่ เมื่อลงลึกยาวเท่ากับเส้นรัศมีของโลกซึ่งมากกว่าสี่พันไมล์อุณหภูมิจะสูงถึงสองล้านองศา สสารทุกชนิดภายในโลกจะอยู่ในสภาพแก๊สที่ลุกโชติช่วง ไม่ว่าทองคำ พลาตินั่มหรือแม้แต่หินแข็งๆทั้งหมดไม่สามารถต้านทานอุณหภูมิขนาดนั้นได้ ฉนั้นเป็นไปได้อย่างไรที่จะผ่านสภาพแบบนั้นไปได้ ”
ศาสตรจาร์ย Lindenbrok: “ เรื่องความร้อนหรอกหรือที่เธอเป็นห่วง ”
Axel:“แน่นอนเมื่อเราเดินทางลงลึกเพียง25ไมล์เราก็มาถึงสุดขอบเปลือกโลก ณ.ที่นั่นอุณหภูมิขึ้นสูงมากกว่า1,300องศา”
ศาสตรจาร์ย Lindenbrok: ” ไม่ว่าเธอหรือใครๆจะรู้อุณหภูมิที่ที่แท้จริงหรอกเท่าที่ทราบตอนนี้เราลงลึกไปถึงได้เพียงเศษหนึ่งส่วนหนึ่งหมืนสองพันของรัศมีโลกแล้วจะเอาอะไรกับวิทยาศาสตร์ทื่คาดคะเนผลเกินเลยมันมักจะมีทฤษฎีใหม่ล้มล้างของเดิมอยู่เสมอ ก่อนหน้านักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อฟิวริอะเราโดยทั่วไปก็ยังไม่เชื่อว่าอุณหภูมิของอวกาศระหว่างดวงดาวลดลงอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องและเราก็ไม่เคยรู้เลยจนบัดนี้ว่าอุณหภูมิต่ำสุดในอวกาศ(etherealอากาศธาตุที่ครอบคลุมจักรวาล)ไม่ต่ำลงไปกว่าลบ40หรือลบ50องศาใต้จุดเหยือกแข็งแล้วทำไมมันจะไม่เป็นจริงเช่นเดียวกับความร้อนอุณหภูมิภายในโลกบ้างทำไมล่ะ ณ.ความลึกระดับหนึ่งจะไม่ถึงขีดจำกัดแทนที่จะขึ้นสูงไปถึงจุดหลอมเหลวแร่ธาตุที่ส่วนใหญ่ที่เดิมต้านทานไว้ได้ ”
Axel: เงืยบไม่โต้ตอบอะไร ศาสตรจาร์ยจึงกล่าวต่อ
ศาสตรจาร์ย Lindenbrok: ” ขอยกตัวอย่างนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ พอยส์สันPoisson ได้พิสูจน์แล้วว่าถ้าภายในโลกมีอุณหภูมิสูงถึง 2ล้านองศาจะเกิดแก๊สเนื่องจากการหลอมละลายสสารต่างๆทำให้โลกโป่งพองจนมันไม่สามารถทนได้และระเบิดแตกออกมาเหมือนแผ่นของหม้อต้ม “
Axel: “ นั่นเป็นความเห็นของพอยส์สันPoisson
ศาสตรจาร์ย Lindenbrok: “ และก็ยังมีความคิดเห็นของนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ ที่เห็นว่าภายในโลกใบนี้ไม่ได้ประกอบด้วยแก็สหรือน้ำหรือแร่ธาตุหนักที่เรารู้จักเพราะถ้าเป็นอย่างนั้นโลกจะหนักเพิ่มขึ้นอีกครึ่งเท่า”
Axel: “ โอ้ ลุงสามารถพิสูจน์ตัวเลขนั้นได้ไหมล่ะ ”
ศาสตรจาร์ย Lindenbrok:แต่เธอสามารถพิสูจน์ความจริงที่เธอกล่าวมาแล้วได้หรือเปล่า มันจริงไม่ใช่หรือที่จำนวนภูเขาไฟลดลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่โลกได้ก่อตัวขึ้นและเราก็ไม่อาจสรุปได้ว่าถ้ามีความร้อนสูงในใจกลางโลก ความร้อนกำลังลดลง ”
Axel:  “ ถ้าลุงยืยยันว่าจะเข้าไปในใจกลางโลกผมก็ไม่มีอะไรจะพูดมาก ”
ศาสตรจาร์ย Lindenbrok: “ฉันขอเอ่ยถึงนักเคมีชาวอังกฤษที่ชื่อ ฮรัมฟรี่ เดวี่มาแลกเปลื่ยนความคิดเห็นในปี1825
Axel:  “ ตอนนั้นผมยังไม่เกิด จนกระทั้ง19ปีต่อมา ”
ศาสตรจาร์ย Lindenbrok:ฮรัมฟรี่ เดวี่ มาพบลุงที่ฮรัมบรูก สำหรับคำถามนี้เราใช้เวลาสนทนาถกเถียงกันนาน ถึงสมมุติฐานเรื่องภาวะธรรมชาติของไหลพื้นดินใจกลางโลก และเราก็ได้เห็นพ้องต้องกันว่า ของไหลนั้นไม่สามารถมีอยู่จริงด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ไม่เคยถูกปฏิเสธหักล้างๆได้  ”
Axel: เหตุผลนั้นคืออะไรครับ “
ศาสตรจาร์ย Lindenbrok: “ เพราะว่าสสารเหลวของไหลนั้นเป็นวัตถุ(ไหลได้)เช่นเดียวกับน้ำทะเลที่ถูงดึงดูดได้โดยดวงจันทร์เป็นเวลาสองครั้งต่อวัน มันจะเกิดกระแสน้ำขึ้นลงภายในโลกผลักดันเปลือกโลกชั้นใน ผลก็จะเกิดแผ่นดินไหวเป็นระยะเวลาตามมา ”
Axel: “ แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าพื้นผิวโลกภานนอกเคยได้รับผลจากความร้อนมาก่อนแล้วเป็นไปได้ที่ผิวเปลือกโลกเย็นตัวลงก่อนความร้อนจึงไหลลงไปสู่ใจกลางโลก”
ศาสตรจาร์ย Lindenbrok: “ เธอผิดแล้ว โลกได้รับความร้อนการเผาไหม้ที่พื้นผิวของมันก็เท่านั้น พื้นผิวโลกประกอบด้วยโลหะหลายชนิดจำนวนมาก เช่นแร่โปแตสเซียม,โซเดียม พวกนี้มีคุณสมบัติติดไฟง่ายเมื่อเพียงแต่สัมผัสอากาศและน้ำ ธาตุเหล่านี้จะลุกเป็นไฟเมื่อไอบรรยากาศล้อมรอบโลกกลั่นตัวตกลงมาในรูปแบบของฝนลงมาบนดินทีละเล็กทีละน้อยน้ำก็จะซึมผ่านรอยแยกของเปลือกโลกมันจึงเกิดไฟและการประทุดังนั้นในระยะการเกิดโลกช่วงแรกจึงมีภูเขาไฟมากมาย ลุงเรียกการอธิบายนี้ว่าทฤษฎีเจ้าความคิด(Ingenious theory) ครั้งหนึ่ง ฮรัมฟรี่ ได้ทำการทดลองแสดงให้ลุงดู ที่นี่ภายในห้องด้วยการทดลองแบบง่ายๆเขาสร้างลูกบอลล์ขนาดเล็กประกอบด้วยโลหะเป็นส่วนใหญ่โลหะที่ลุงได้บอกไปแล้วจำลองเหมือนโลกของเราเมื่อเขาพ่นสเปย์ด้วยน้ำติต่างว่าเป็นฝน มันก็ปะทุติดไฟเกิดอ๊อกซิไดด์ เกิด(ภูเขา)นูนเล็กๆโดยมีปล่องอยู่ที่ยอดนูน การติดไฟปะทุนี้ทำให้ลูกบอลล์ร้อนจนเธอไม่สามารถถือไว้ในมือได้” .......................
               ดูเหมือนการโต้แย้งนี้ทั้งสองได้ใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุน Axel เห็นว่าใต้พื้นพิภพลงไปถึงใจกลางโลกอุณหภูมิสูงเป็นไปไม่ได้ที่เดินทางลงไปทั้งนี้เขาอ้างถึงข้อมูล(ในช่วงเวลาที่ผู้ประพันธ์เขียนกลาง ศต.19)ทุกความลึก70เมตรอุณหภูมิจะสูงขึ้น1องศาเช่นนี้ณ.ใจกลางโลกอูณหภูมิสูงถึง2ล้านองศาแค่เพียงขอบเปลือกโลกในก็สูงถึง1300องศาแต่ส่วนศาสตรจาร์ย Lindenbrok ก็ใช้ข้อมูลที่หลานอ้างถึงสืบถึงผลที่จะเกิดขึ้งแย้งกลับไปพร้อมกับนำความเห็นสมมุติฐานหรือทฤษฏีของนักวิทยศาสตร์ที่คิดเห็นเช่นตนมาแสดงพร้อมทั้งให้ตรรกะง่ายๆ(อุณหภูมิ2ล้านองศาต้องทำให้เกิดแก็สจนดันภายในโลกให้ระเบิดออก หรือ เมือเกิดของเหลวภายในโลกย่อมถูกอิทธิพลแรงดึงดูดของดวงจันทร์ทำให้เกิดความดันเปลือกโลกเป็นช่วงเวลาของวันและยังใช้การคาดคะเนว่าต้องมีจุดจำกัดของอุณหภูมิภายในโลกโดยยกช่วงจำกัดอุณหภูมิของอวกาศ) เหล่านี้ดูเหมือนทำให้ผู้อ่านจะเคลิมตามและเห็นชอบไปด้วยหากเราเป็นผู้อ่านที่อยู่ในช่วงสมัยนั้นหรือแม้แต่เรามีชีวิตในปัจจุบันก็ตามทั้งทั้งที่รู้ข้อเท็จจริงก็อาจเคลิ้มฝันเพ้อไปกับการโลดแล่นของตัวละครและฉากเดินเรื่องของผู้เขียน สำหรับนิยาย fiction ยังไงก็เป็นเรื่องไม่จริงอยู่ดีแต่นิยายวิทยาศาสตร์ (SF) science fictionจะมีศิลปะหลักของเรื่องอยู่สองประเด็น คือเน้นหนักไปกับจิตตนาการแฟนตาซี กับเรื่องที่อิงหลักวิทยาศาสตร์ นิยายวิทยศาสตร์เรื่องใดที่เดินเรื่องหนักไปทางจิตตนาการมากเราถือว่าเรื่องนั้นเป็นประเภท Soft Science ส่วนเรื่องที่อิงหลักวิทยาศาสตร์มากถือเป็นประเภท Hard Science ซึ่งที่จริงนิยายวิทยาศาสตร์ทั้งหลายก็จะมีหลักทั้งสองซ้อนกันผสมกันอยู่แล้ว ส่วนผู้อ่านจะนิยมชมชอบประเภทไหนก็แล้วแต่รสนิยมส่วนตัว โดยทัศนะคติส่วนตัวของผม ผมเห็นว่านิยายวิทยาศาสตร์ที่จัดอยู่ในกลุ่มคลาสซิกได้คือมีคนอ่านมาได้ยาวนานหลังจากการประพ้นธ์เรื่องมาแล้วหลายๆปีอ่านเมื่อไหร่(แม้โลกจะวิวัฒนาการผ่านมาแล้ว)ก็ยังรู้สึกฉงนตื่นเต้นสนุกติดตามจนจบเรื่องได้ ต้องเป็นนิยายที่ผสมผสานระหว่างจิตตนาการแฟนตาซีกับการอิงหลักวิทยาศาสตร์อย่างพอเหมาะ ดังเรื่อง Journey To The Centre of The Earthที่แต่งโดย Jules Verne
                                ------------------------------------------------------------------------
เอาเข้าจริงแล้วใจกลางโลกก็ไม่อยู่ในสภาพของไหลเหลวจริงตามที่ศาสตรจาร์ยLindenbrokกล่าวอ้าง ดูข้อมูลได้เว็ปไซค์ข้างล่างนี้
http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/lesa212/8/earth_structure/earth_structure/earth_structure.html





วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สมุนไพรต่างชาติ ตอนที่3 Comfrey

คอมแฟรย์ Comfrey



ชื่อวิทยาศาสตร์,พฤษศาสตร์  Symphytum  officinale
ชื่อสามัญอื่น Comfrey, common Comfrey ,knitbone ,boneset, slippery root, blackwort  
วงศ์ ตระกูล Boraginaceae   วงศ์เดียวกันกับหญ้างวงช้าง ของไทย
ลักษณะต้น  เป็นไม้สูงประมาณสามฟุตตั้งตรงอออกจากจุกรากทีหนา ออกใบตลอดปี ใบปกดิน ใบขรุขระไม่เรียบมีขน   คู ลเพบเพอร์Culpeper บันทึกไว้ว่าถ้าส่วนใดของร่างกายไปถูกขน จะทำให้เกิดอาการคัน รากใหญ่ยาวแพร่แตกแยกไป ทั่วใต้ดินภายในรากมีน้ำเมือกที่ไม่มีรส  ใบสีเขียวเข็ม รูปใบหอก ดอกออกเป็นช่อ ดอกรูประฆังสีขาวครีมหรือชมภูหรือม่วง ที่ต่อมากลายเป็นผลเล็กแข็งสีดำวาว 
ถิ่นที่อยู่เดิม ในยุโรปและเอเซียตะวันตกแล้วนำมาแพร่ขยายไปปลูกทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา แคนนาดา,ถ้าอยู่ในป่าจะมีขึ้นอยู่แถบริมแม่น้ำลำธารบริเวณชื้นแฉะ


ประวัติการใช้ คูลเพบเพอร์ Culpeper กล่าวในหนังสือของเขาว่า ไม้นี้อยู่ภายใต้อิทธิพลดาวเสาร์ชาวกรีกเป็นผู้ใช้อยู่ในกลุ่มแรกของผู้ใช้ เขาใช้เป็นยาห้ามเลือดที่ออกอย่างมากแก้รักษาหลอดลม นายแพทย์กรีกที่ชื่อ Dioscorides แนะนำให้ใช้คอมแฟรย์ รักษาสมานบาดแผลให้สนิทและต่อกระดูกที่แตก ทั้งชาวกรีกและโรมันนำมาเป็นยาพอก จากใบและรากทำเป็นยาดืมรักษาภายใน กระเพาะอาหารที่เป็นปัญหา,เลือดออกภายใน,ท้องเสีย ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้อง นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นพบ สารสำคัญสำหรับรักษาขั้นพื้นฐานคือ allantoin ว่าเป็นตัว cell proliferent ตัวเพิ่มเนื้อเซลล์ และ rosmarinic acid  allantoin ทำให้เซลล์แบ่งตัวดังนั้นมันช่วยในการรักษาเนื้อเยื่อร่างกายที่ถูกทำลาย ทดแทนใหม่ พวกบาดแผลฉีกขาด,ไฟไหม้,scoresจะหายเร็วขึ้น มักเตรียม allantoin อยู่ในรูปยาอ้อยเมนท์ ส่วน rosmarinic acid มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ แต่คอมแฟรย์มีสารพวกอัลคาลอยด์ที่เป็นพิษ toxic pyrrolizidine alkaloids(PAs) ซึ่งมีฤทธิ์หยุดการไหลเลือดออก  รากนำมาบดแล้วพอกแผลสดได้และทำให้กระดูกที่แตกประสานกัน                                
คำเตือน  แม้ว่าจะมีประวัติการใช้สมุนไพรตัวนี้มามาก แต่จากการทดลองในห้องแล็ปห้องปฎิบัติการมันทำให้เกิดเนื้องอกในตับหนูทดลอง, มีสารพิษที่สามารถทำลายตับ,เกิดเนื้อร้ายบางทีอาจถึงตายได้ จึงควรตรวจตราทุกรูปแบบผลิตภัณฑ์ คอมแฟรย์ยาทาภายนอกควรใช้กับผิวหนังที่ไม่เปิดออกไม่เป็นแผลแตก และใช้ภายใต้การควบคุมแพทย์เภสัชกร หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรรวมถึงเด็กไม่ควรใช้สมุนไพรตัวนี้ไม่ว่ากรณีใดๆ
       

เอกสารอ้างถึง     CULPEPER’S COMPLETE  HERBAL

                        Desk Reference to Nature’s Medicine

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ยาที่ใช้กับภาวะกระดูกพรุน

Osteoporosis ภาวะกระดูกพรุน หมายถึงกระดูกมีรูพรุน มวลกระดูกลดความหนาแน่นลง ปกติจะเกิดกับประชากรผู้มีอายุมากขึ้น จากรายงานขององค์การอนามัยโลก(WHO)ในปี2004กล่าวว่า ภาวะกระดูกพรุนเป็นโรคที่รู้จักกันดีมีผลต่อประชากรทั่วโลก มีประชากรมากกว่า 75ล้านคนในหรัฐอเมริกา,ยุโรป,ญี่ปุนเกิดภาวะนี้และทำให้เกิดกระดูกแตหักขึ้นมากกว่า8.9ล้านคนในทุกปี สำหรับภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มีประชากรราว1.56ล้านคนต้องกระดูกแตกหักจากการมีภาวะกระดูกพรุน ภาวะกระดูกพรุนไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กระดูกแตกหักแต่มันยังทำให้ผู้ป่วยต้องอยู่ติดเตียงและเกิดอาการแทรกซ้อนอื่นๆที่ยุ่งยากร้ายแรงตามมาอีกด้วย
สาเหตุ     เราสามารถแบ่งประเภทของภาวะกระดูกพรุนตามสาเหตุที่ทำให้เกิดได้ 2ประเภทคือ
Primary Osteoporosis   เป็นประเภทหลักที่เกิดขึ้น  สาเหตุอันเนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ประชากรผู้สูงอายุเกิน50ปีขึ้นไปโดยทั่วไปกระดูกเสื่อมลง นอกจากนี้ยังขึ้นกับสภาวะและเงื่อนไขอื่นที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนมากยิ่งขึ้น เช่น
-มีอายุวัยกลางคนขึ้นไป, เป็นเพศหญิง, เชื้อชาติพวกผิวขาว,ชาวเอเซีย,หรือ Hispanic  ,รูปร่างบอบบาง,
พันธุกรรมประวัติผู้ป่วยที่มีญาติเกิดภาวะนี้, ได้รับวิตามิน ดี และ แคลเซียมในปริมาณไม่เพียงพอ ใช้เวลาอยู่กลางแจ้งถูกแดดน้อย ไม่ออกกำลัง และ สูบบุหรี่
Secondary Osteoporosis  มีสาเหตุจากยา หรือการผิดปกติอื่นๆโดยเฉพาะ ได้แก่ inflammatory bowel disease   , liver disorder ,chronic kidney failure, rheumatoid arthritis, lupus,    hormonal disorder,(โดยเฉพาะ hyperparathyroidism ,  Cushing’s disease,  hyperthyroidism และ เบาหวาน) สำหรับยาที่เป็นสาเหตุทำให้กระดูกพรุนได้แก่ Corticosteroids(prednisone), thyroid hormone, phenytoin และ phenobarbital   cyclosporine (ยากดภูมิคุ้มกันเพื่อการเปลื่ยนถ่ายอวัยวะ)ถ้าคนที่เป็น Primary Osteoporosis อยู่แล้วสาเหตุเหล่านี้ยิ่งทำให้ผู้ป่วยแย่ลงไปอีก

 การตรวจคัดกรองภาวะกระดูกพรุน เป็นวิธีครวจโดยทั่วไปให้กระทำก่อนเกิดภาวะ ผู้หญิงให้เริ่มเมื่ออายุ65ปีขึ้นไปผู้ชายที่มีระดับฮอร์โมนtestosterone ต่ำ หรือเมื่อแพทย์สั่งตรวจกรณีผู้สูอายุเกิดกระดูดแตก เครื่องมือที่ใช้ตรวจก็ได้แก่
เครื่องDEXA dual-energy-X-ray absorptionmetry การตรวจแบบนี้ปลอดภัย เครื่องเอ๊กซเรย์ที่วัดความหนาแน่นมวลกระดูก ได้รับรังสีน้อยกว่าการเอ๊กซเรย์ปอด ใช้เวลาตรวจเพียง15นาที โดยเครื่องจะให้ค่าป็นสองแบบ T Score คะแนนT  Z Score คะแนน ค่าคะแนนใช้เปรียบเทียบกับค่าเฉลื่ยความหนาแน่นมวลกระดูกของคนที่อายุระหว่าง25-30ปีเพศเดียวกันกับู้ถูกตรวจ(ผู้มีอายุระหว่าง25-30ปีถือว่ามีมวลกระดูกสูงสุด) หากค่า Tเป็น0 หมายความว่าผู้ถูกตรวจมีมวลกระดูกสมบรูณ์เท่าเกณฑ์เฉลี่ยแต่ถ้ามีค่าเป็นบวกแสดงว่ามีมวลกระดูกสูงเกินค่าเฉลี่ยและถ้าได้ค่าลบแสดงว่ามีมวลกระดูกต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของคนทั่วไปในเพศเดียวกัน
ส่วนคะแนนZ เป็นค่าเปรียบเทียบกับคนที่มีเพศ,วัย,อายุเหมือนกันกับผู้ถูกตรวจ  คะแนนZ นี้มีประโยชน์น้อยกว่าคะแนนในการคาดคะเนการแตกหักของกระดูกเพื่อพิจารณาให้การรักษา การตรวจโดยเครื่องDEXA มักตรวจที่ กระดูกสันหลัง  ส่วนล่าง,สะโพก,ข้อมือบางครั้งและforearm  อุปกรณ์อื่นที่ใช้ตรวจก็มี อัลตร้าซาวด์ที่ใช้ตรวจขั้นแรกเมื่อกระดูกมีการเปลื่ยนแปลงจากโรคarthritisหรือแตกหัก ,เครื่องCT Computed tomography ช่วยชี้บ่งความผิดปกติอื่นๆอย่างมะเร็งที่ทำให้กระดูกแตกหัก

ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลกWHO ได้กำหนดตัวชี้วัดความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกแตกหักโดยประเมินจากความหนาแน่นมวลกระดูกที่เรียกว่าค่า T Score.(คะแนนT)เป็นหลักการพิจารณาก่อนให้การรักษาควรคำนึงถึงการป้องกันโดยเปลื่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตประจำวัน เราจะใช้คะแนนT เพื่อบ่งถึงความสัมพันธ์ ของอาการและการรักษา
การป้องกัน ในหลักการคือดำเนินชีวิตประจำวันให้ถูกต้องเพื่อเป็นการถนอมสงวนดำรงมวลกระดูกมิให้เสื่อมลดลงอย่างรวดเร็วและช่วยเสริมมวลกระดูกไม่ให้เสื่อมสลายลง วิถีชีวิตที่ควรจะเป็นคือ
1.ออกกำลังกาย แบบฝึกยกน้ำหนักเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
2.รับประทานวิตามินดีและธาตุแคลเซียมช่วยรักษาความหนาแน่นของมวลกระดูก ผู้สูงอายุควรได้แคลเซียม 1,200-1,500 มิลลิกรัมต่อวัน และให้ได้รับวิตามินดี 600-800หน่วยสากล(International Unit)ต่อวัน  เราสามารถได้จากการดืมนม กินอาหารประเภทเต้าหู้ ผักเขียว อื่นๆ การใช้เวลาอยู่ในที่กลางแจ้งบ้าง เพราะแสงแดดทำให้ผิวหนังสร้างวิตามินดีแก่ร่างกาย
3.หยุดการสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่มีลทำให้ความหนาแน่นมวลกระดูกลดลง
4. การใช้ยา สำหรับผู้ที่มวลกระดูกพรุนมากหรือกระดูกแตก มีกลุ่มยา Bisphosphates ได้แก่  alendronate ,etidronate ,pamidronate และ risedronate  ยาเหล่านี้ทำในรูปยาเม็ด กินสัปดาห์ละครั้งหรือบางกรณีทุกวันซึ่งต้องให้แพทย์สังจ่ายและควรอยู๋ในการควบคุมแพทย์เภสัชกร นอกจากนี้ยังมียาชนิดอื่นๆอีก


ยาที่ใช้รักษาบำบัดภาวะกระดูกพรุน
 การตรวจคัดกรองภาวะกระดูกพรุน เป็นวิธีครวจโดยทั่วไปให้กระทำก่อนเกิดภาวะ ผู้หญิงให้เริ่มเมื่ออายุ65ปีขึ้นไปผู้ชายที่มีระดับฮอร์โมนtestosterone ต่ำ หรือเมื่อแพทย์สั่งตรวจกรณีผู้สูอายุเกิดกระดูดแตก เครื่องมือที่ใช้ตรวจก็ได้แก่
เครื่องDEXA dual-energy-X-ray absorptionmetry การตรวจแบบนี้ปลอดภัย เครื่องเอ๊กซเรย์ที่วัดความหนาแน่นมวลกระดูก ได้รับรังสีน้อยกว่าการเอ๊กซเรย์ปอด ใช้เวลาตรวจเพียง15นาที โดยเครื่องจะให้ค่าป็นสองแบบ T Score คะแนนT  Z Score คะแนน Z  ค่าคะแนนใช้เปรียบเทียบกับค่าเฉลื่ยความหนาแน่นมวลกระดูกของคนที่อายุระหว่าง25-30ปีเพศเดียวกันกับู้ถูกตรวจ(ผู้มีอายุระหว่าง25-30ปีถือว่ามีมวลกระดูกสูงสุด) หากค่า Tเป็น0 หมายความว่าผู้ถูกตรวจมีมวลกระดูกสมบรูณ์เท่าเกณฑ์เฉลี่ยแต่ถ้ามีค่าเป็นบวกแสดงว่ามีมวลกระดูกสูงเกินค่าเฉลี่ยและถ้าได้ค่าลบแสดงว่ามีมวลกระดูกต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของคนทั่วไปในเพศเดียวกัน
ส่วนคะแนนZ เป็นค่าเปรียบเทียบกับคนที่มีเพศ,วัย,อายุเหมือนกันกับผู้ถูกตรวจ  คะแนนZ นี้มีประโยชน์น้อยกว่าคะแนนT  ในการคาดคะเนการแตกหักของกระดูกเพื่อพิจารณาให้การรักษา การตรวจโดยเครื่องDEXA มักตรวจที่ กระดูกสันหลัง  ส่วนล่าง,สะโพก,ข้อมือบางครั้งและforearm  อุปกรณ์อื่นที่ใช้ตรวจก็มี อัลตร้าซาวด์ที่ใช้ตรวจขั้นแรกเมื่อกระดูกมีการเปลื่ยนแปลงจากโรคarthritisหรือแตกหัก ,เครื่องCT Computed tomography ช่วยชี้บ่งความผิดปกติอื่นๆอย่างมะเร็งที่ทำให้กระดูกแตกหัก

                   การบำบัดรักษาภาวะกระดูกพรุนช่วยป้องกันกระดูกแตกหักได้ อย่างไรก็ตาม การรักษาบำบัดไม่สามารถทำให้ลบรอยแตกกลับมาเหมือนเดิมการรักษาก็ไม่เกิดประสิทธิภาพเสมอไป 1 ใน 6 คนที่ได้รับการรักษาด้วยยาต่อเนื่อง  การตรวจโดยDEXA หรือวิธีการตรวจอื่นๆอาจกระทำได้ภายใน 1 หรือ 2ปี ถ้ากระดูกเสื่อมความหนาแน่นลดลงต่อเนื่องแพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาที่ขนาดสูงขึ้นหรือชนิดอื่นหรือยาเสริมเป็นการเปลื่ยนแปลงการรักษาเพื่อประสิทธิภาพดีขึ้น


อ้างอิง
1The MERCK MANUAL Health&Aging
2WHO SCIENTIFIC GROUPON THE ASSESSMENTOF OSTEOPOROSIS
AT PRIMARY HEALTH CARE LEVEL Summary Meeting Report Brussels, Belgium, 5-7 May 2004

 ภาพ Animation จาก www.healthcentral.com

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ยากับผู้สูงอายุ

  

       เมื่อคนเราสูงวัยเข้าสู่วัยชราโอกาสที่จะใช้ยาก็มีมากขึ้น ในสหรัฐอเมริกามีผู้สูงวัยเฉลี่ยใช้ยาตามใบสั่งจากแพทย์ถึง4-5ฉบับร่วมกับยาชื่อสามัญที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปอีกจำนวนหนึ่งด้วย พวกเขาต้องรับประทานยาเป็นเวลาหลายๆปี เพื่อควบคุม โรค อาการเรื้อรัง อย่างเช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคปวดข้อ หรือไม่ก็ใช้ยาป้องกัน การติดเชื้อ อาการปวดหลังผ่าตัด แก้ท้องผูก อื่นๆฯลฯ
     ยาเป็นส่วนสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุ หากปราศจากยาแล้ว ผู้สูงวัยจำนวนมากอาจเสีนชีวิตหรือการดำรงค์ชีวิตไม่สมบรูณ์ได้ มีการปรับปรุงเรื่องสุขภาพอนามัยของผู้สูงอายุมาหลายทศวรรษแล้ว มุ่งไปด้านยาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อหลายชนิด ข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบ เวชภัณฑ์หลายชนิดได้ถูกพัฒนาขึ้นแต่ในอีกด้านหนึ่ง ฤทธิ์ของยาที่ไม่พึงประสงค์ต้องการก็เกิดขึ้นมาด้วยเกิดกับผู้ใช้ เช่นผลข้างเคียงจากการใช้ยา(side effect) บางครั้งรุนแรงบางครั้งก็เพียงทำให้น่ารำคาญอาจกล่าวได้ว่า ผู้ใช้ยาที่มีอายุเริ่มวัยกลางคนขึ้นไปมีความเสียงสูงต่ออันตรายลข้างเคียงจากการใช้ยามากขึ้น     สูงกว่าวัยหนุ่มสาวถึงสองเท่า ยิ่งกว่านั้นอาการข้างเคียงก็มักจะรุนแรงทำให้คุณภาพชีวิตเสื่ยมเสียไปอาจต้องถึงมือแพทย์นอนโรงพยาบาลทีเดียว
        ยาบางชนิดรู้กันเป็นที่แน่นอนแล้วว่า ถ้าผู้ใช้เป็นผู้สูงอายุจะเกิดปัญหา ฉนั้นควรเปลื่ยนไปใช้ยาตัวอื่นแทนที่ปลอดภัยและให้ผลรักษาเท่ากัน อย่างพวกยาช่วยให้นอนหลับหรือคลายวิตกกังวล เช่น Chlordiazepoxide, Diazepam ,and Flurazepam ให้ผลออกฤทธิ์นานแต่ทำให้ผู้สูงอายุกระวนกระวายสับสน หากเปลื่ยนมาใช้ Lorazepam Oxazepam  หรือtemazepam ให้ผลออกฤทธิ์ไม่นานแต่ทำให้ผู้สูงอายุสับสนน้อยกว่าเพื่อหลีกเลื่ยงผลอาการข้างเคียงก่อนใช้จึงควรปรึกษาแพทย์เภสัชกร
เหตุผลที่เกิดความเสี่ยงกับผู้สูงอายุในการใช้ยา  เพราะ
๑.ร่างกายที่มีอายุมากแล้วจะเปลื่ยนแปลงแตกต่างกันออกไป
๒.ผู้สูงอายุกินยามากอยู่แล้วเป็นประจำ
๓.ผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวเป็นทุนเดิม

  ร่างกายที่มีอายุมากแล้วจะเปลื่ยนแปลงน้ำในร่างกายลดลงเปอร์เซนต์ไขมันในร่างกายก็จะสูงขึ้น ยาหลายตัวละลายได้ในน้ำ และหลายตัวละลายในไขมันยาที่ละลายในไขมันจะสะสมในร่างกานมากขึ้นอาจเกิดผลร้าย การเปลื่ยนสภาพของไตและตับจะเสื่อมลงในผู้สูงอายุ ตับเป็นอวัยวะที่ทำการเปลื่ยนแปลงขบวนการทางเคมี(Metabolize)ของยาจะกระตุ้นให้ยาออกฤทธิ์หรือไม่ก็หยุดการออกฤทธิ์ของยาหรือเตรียการสลายของยาเพื่อขับออกจากร่างกายซึ่งส่วนใหญ่ยาถูกขับออกทางไตไปกับปัสสาวะ ตับและไตของผู้สูงวัยจะทำงานได้น้อยลง การขจัดเปลื่ยนแปลงยาออกจากร่างกายก็ได้น้อยกว่าคนวัยปกติ ดังนั้นการใช้ยาในผู้สูงอายุจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความใส่จะมัดระวัง ดังตัวอย่างยารายการต่อไปนี้  
·       ฤทธิของแอนติโคลิเนอร์จิก Anticholinergic จะแสดงอาการเหล่านี้ สับสน มองเห็นไม่ชัดมัว ท้องผูก ปากแห้ง ศรีษะเบา ปัสสาวะยากลำบากและสูญเสียการควบคุมกระเพาะปัสสาวะ
 การเกิดผลต่อผู้ใช้ยาที่สูงอายุนี้อาจไม่ได้เกิดกับยาทุกตัวทุกรายการ แต่มีแนวโน้มเกิดขึ้นต่อผู้สูงอายุเนื่องจากเหตุผลที่ว่า ร่างกายเสื่อมสภาพกว่าวัยปกติและมักจะต้องรับประทานยาเป็นเวลานานตามที่ได้เรียนเสนอไว้แต่ต้นแล้ว ฉนั้นในกรณีจำเป็นบ่อยครั้งที่ต้องลดขนาดการใช้ลงและควรปรึกษาแพทย์เภสัชกรด้วย
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แปลเรียบเรียงจาก..MERCK MANUAL of Health & Aging

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559

พืชสมุนไพรต่างชาติ ตอน2

อกริโมนี ( Agrimony )







ชื่อทางวิทยาศาสตร์,พฤกษศาสตร์Agrimonia Eupatoria.L.ไม้นี้อยู่ในตระกูลวงศ์กุหลาบRosaceae
ชื่อสามัญอื่นที่เรียกกัน เช่น Common Agrimony, Church Steeples, Cockeburr.

ลักษณะต้น มีใบยาวบางใบใหญ่บางใบเล็กต่ออกมาจากก้านใบขอบใบมีรอยฟันยักหน้าใบมีสีเขียวหลังใบมีสีเทาและมีขนเล็กๆ ระหว่างท่ามกลางที่ชูใบมีหนึ่งทีกลมแข็งแรงมีขนก้านสีน้ำตาล สูง 2-3 ฟุตและใบเล็กๆตรงนั้นตรงนี้ดอกเล็กๆสีเหลืองออกตรงยอดมนจะมีดอกหนึ่งยื่นสูงกว่าดอกอื่นในดอกกลุ่มก้านยาวซึ่งต่อมาจะกลายเป็นผลมีเมล็ดรวมกลุ่มเป็นรูปกลมห้วยหัวลงยึดติดแน่นไม่หลุดง่ายๆ ปุ่มหน่อต้นมีสีดำ ยาว บางครั้งมีเนื้อแข็งอยู่หลายปี แตกกิ่งทุกฤดูใบไม้ผลิ มีรากเล็กมีกลิ่นหอมดี

สถานที่พบขึ้นอยู่ตามชายฝั่งใกล้แนวพุ่มไม้ พืชนี้มีถิ่นกำเนิดพบเห็นได้ตลอดอังกฤษ สก็อตแลนด์ บนแนวตลิ่งหรือชายทุ่งตามกลุ่มต้นไม้ที่อยู่กันหนาแน่นที่รกร้าง
 ชั่วเวลาขยายพันธ์  ออกดอกในเดือน กรกฎาคม และเดือนสิงหาคมเมล็ดจะสุกหลังจากนั้นต่อมา
สรรพคุณและการควบคุมโรค  มันเป็นต้นไม้ยาอยู่ภายใต้อิทธิพลดาวจูปิเตอร์และสัญญาณของราศีกรกฏ(ปู) ดวงดาวนี้จะทำให้ส่วนต่างๆที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของมันเข็มแข็งโดยออกฤทธิ์ต่อต้านอิทธิพลของดาวเสาร์  ดาวอังคารและดาวเมอร์คิวรี Mercury
แต่ถ้ามันเกิดชึ้นกับส่วนหนึ่งชองร่างกายที่อยู่ภายใต้ดาวจูปิเตอร์หรือ สัญญาณของราศี ปู กรกฎ  ตราชั่ง หรือ Pisces ฉนั้นมันจึงเป็นยาสมุนไพรที่ดีต่ออาการ โรคเกาส์ หรือทำเป็นยาภายนอก ออยเมนท์ในน้ำมัน ทำเป็นยาใช้ภายในรุปของไซรัปและ ยาผสมผสานเป็น(an electuary) ยาป้ายลิ้นผสมน้ำตาล ผสมสาร Saccharineเป็นก้อนเหนียว หรือน้ำคั้นจากต้นสด (โปรดดูตอนท้ายหนังสือเล่มนี้) มันมีคุณสมบัติเป็นตัวทำความสอาดตับและระบบช่วยน้ำย่อยอาหาร และเป็นประโยชน์ต่อระบบกระเพาะ รักษาแผลภายใน แผลฟกซ้ำดำเขียว ที่ได้รับบาดเจ็บโรคติดเชื้อหลายโรคของสัตว์โดยเฉพาะสุนัข   นำต้นไม้นี้ต้มกับเหล้าไวน์แล้วดืมจะเป็นประโยชน์ แก้อาการกัดของสัตว์เลื้อยคลานมีเขี้ยว ช่วยมิให้เลือดเสียเหม็นเน่า ช่วย colic(อาการเสียด้องลำไส้ใหญ่) ทำความสะอาดทรวงอก ขับเสมหะ แก้ดืมยาต้มนี้สักครั้งอุ่นๆ ก่อนมันแข็งตัวจะขจัดไข้ที่เกิดขึ้นวันเว้นวัน(tertian)  และไข้จับสั่น ไข้ทุกๆ ๔ วัน(quartan, ague)  ใบและเมล็ดกินพร้อมเหล้าไวน์ ช่วยให้ระบบเลือดไหลเวียนสม่ำเสมอ ใช้ภายนอกบดขยี้กับไขสัตว์ ทาแก้แผลเก่าเปื่อย แผลมะเร็งคุดทะราด ช่วยดึงหนามตะปู เงี่ยงทีตำเนื้อ น้ำคั้นสด หยอดหูแก้หูเหม็นเน่า น้ำกลั่นจากต้นไม้นี้กล่าวกันว่ามีประโยชน์ดีสำหรับทุกๆ อย่างครอบจักรวาลไม่ว่าใช้ภายนอกภายใน มันถูกกล่าวขวัญนิยมชมชอบมากสุดในการรักษาตับ พืชสมุนไพรนี้เสริมสร้างตับให้แข็งแรง ผม Culpeper ไม่เคยยืนยันให้เหตุผลว่าต้นไม้สมุนไพรแต่ละชนิดทำไมถึงรักษาอาการ,โรคเช่นนั้นได้ แต่ถ้าท่านผู้อ่านได้ติดตามผลการวินิฉัยของผมในเรื่อง วอร์มวูด(worm wood)แล้วละก็ ท่านจะพบว่าแนวทาง เหตุผลหลายแหล่อยู่ตรงนั้น และมันจะเป็นการดีสำหรับท่านขณะที่ใคร่ครวญ พิจารณาแต่ละต้นไม้ยาท่านจะพบว่ามันเป็นจริงตลอดเล่มหนังสือเล่มนี้(แปลคัดจาก เอกสารที่ที่อ้างถึง1)
ต้นไม้นี้มีประวัติได้ชื่อ Agrimony มาจากคำArgemone ภาษากรีกที่เรียกต้นไม้ที่ใช้รักษานัยน์ตา ส่วนคำว่า Eupatoria หมายถึง Mithridates Eupator กษัตริย์ผู้มีชื่อ มีกิตติศัพท์เลื่องลือในการปรุงยา
สารสำคัญออกฤทธิ์ทางยา และผลรักษาทางแพทย์(จากเอกสารที่อ้างถึง2,3)พบน้ำมันหอมระเหย
ได้จากการกลั่น และสารรสขม,และมีแทนนิน(tannin) ,coumarine flavonoid พวกapigenin,quercitin จึงมีประโยช์นเป็นยาบ้วนปาก กวาดสมานแผลทีjเจ็บปวดเล็กน้อย ยังใช้เป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ บำรุงรักษา ตับและตับอ่อน โดยใช้ใบมาทำเป็นยาชง(Decoction)นอกจากนี้ยังเป็นยาแก้ ท้องเสีย,ลำไส้อักเสบ(mucous colitis)

เอกสารอ้างถึง1  CULPEPER’S COMPLETE  HERBAL
เอกสารอ้างถึง2  www.botanical.com/botanical/mgmh/a/agrim015.html
เอกสารอ้างถึง3   The Natural Pharmacy by Miriam Polunin & Christopher Robbins